กระทู้ - 01093 : ภูมิธรรม เวชยชัย ตั้งสติฝ่าวงล้อมสารพัดม็อบ "อย่าให้คนใดคนหนึ่งมาตัดสินแทนประชาชน"

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

ภูมิธรรม เวชยชัย ตั้งสติฝ่าวงล้อมสารพัดม็อบ "อย่าให้คนใดคนหนึ่งมาตัดสินแทนประชาชน"

บทความพิเศษ

ภูมิธรรม เวชยชัย ตั้งสติฝ่าวงล้อมสารพัดม็อบ "อย่าให้คนใดคนหนึ่งมาตัดสินแทนประชาชน"

จู่ๆ ผู้ยึดสัมปทานญัตติสาธารณะ รายใหญ่ของประเทศ ประกาศเบาๆ ก่อนประชุมประจำสัปดาห์กับลูกพรรคไทยรักไทย ทั้ง 375 คน ว่าตกที่นั่งลำบาก "กำลังโดนรุมสกรัม" เหตุใด หัวหน้าพรรคที่เคยมั่นใจในความเสถียรทางการเมือง เหตุใดสารพัดเงื่อนไขจึงต้องปะทุขึ้นมาพร้อมๆ กัน จึงยอมจำนนกับชะตากรรม แล้วทางหนีทีไล่ของรัฐบาล "ทักษิณ 2/3" ในห้วง 8 เดือนที่ผ่านมา กับวันเวลาที่เหลือในการฝ่าพายุปัจจัยเสี่ยง "เศรษฐกิจการเมือง" ย่อมเป็นที่สนใจใคร่รู้ จากผู้คน ยุทธจักรนักออกแบบทางการเมือง ต้องหันหน้าถาม "ภูมิธรรม เวชยชัย" แกนนำคนสำคัญของพรรคอีกครา

เมื่อพรรคไทยรักไทยถึงคราว "ดวงตก" ขุนพลการเมืองพรรคไทย ต่างรอดูท่าที พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว และเมื่อต้องตอบโต้ทุกประเด็น ท่ามกลางสถานการณ์ร้อน ย่อมมีจังหวะเพลี่ยงพล้ำ "ภูมิธรรม" คนใกล้ตัวหัวหน้าพรรคมากๆ คนหนึ่งวิเคราะห์พอสังเขป ว่า

"การเมืองเป็นเรื่องของความเห็น นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ตั้งใจในการทำงาน เมื่อเห็นปัญหาก็กระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาให้รวดเร็ว ทำให้รัฐมนตรี สมาชิกพรรคคนอื่นเห็นปัญหาช้ากว่า ต้องดูว่าปัญหาอะไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง และมอบหมายให้แนวทางให้พวกเขาตอบรับกับปัญหาได้เร็วขึ้น แต่ก็เป็นธรรมดาของการเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนอยู่ในจุดที่ไม่ใช้เหตุผลให้รอบคอบ แต่เป็นฝ่ายค้านที่มีแต่คำวิจารณ์ เพราะฉะนั้น ก็ง่ายที่จะยั่วยุให้คนที่อยู่ในปัญหาอยากจะออกมาอธิบาย"

ไม่ใช่เป็นเพราะวัฒนธรรมของพรรคไทยรักไทยเคยชินกับการ "เป็นผู้ตาม" อย่างยาวนานแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ "นายกรัฐมนตรี" นั้น ท่านเป็นคนคุมภาพใหญ่ของรัฐบาลทั้งหมด ก็ย่อมมองเห็นปัญหาหลายอย่าง และไวต่อการรับรู้และรู้สึกกับปัญหาที่เข้ามากระทบ จึงแสดงอาการตอบรับกับปัญหาและตอบโต้ปัญหาได้รวดเร็ว ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ที่จะได้นำมาซึ่งการแก้ปัญหา โดยไม่ปล่อยให้ผ่านพ้นไป จนอาจกลายเป็นเรื่องเสียหายกับประเทศได้ และพรรคไทยรักไทยก็เป็นพรรคการเมืองแรกในประวัติศาสตร์ ที่รับผิดชอบรัฐบาลพรรคเดียว อย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นพรรคที่มีปัญหามาเกี่ยวข้องมาก"

ยลการเมืองกันคนละช่อง ทุกคำถามมีคำตอบ "ภูมิธรรม" ไม่หวั่น เมื่อต้องประเมินเงื่อนไขทางการเมืองรอบตัวรัฐบาล เขาบอกว่า "เงื่อนไขที่เป็นเรื่องการเมืองเข้มๆ นั้นให้ความสำคัญกับ เรื่องคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) เรื่องนี้น่าเป็นห่วง เพราะการทำความเข้าใจปัญหาทั้งหมดต้องใช้สติ เหตุผล เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทำให้ประชาชนเห็นว่ามีลักษณะก่อให้เกิดปัญหา และนำไปสู่ความอยากที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่ถูก รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่จงรักภักดีต่อในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เรื่องที่คุณสนธิหยิบยกมาพูด ต้องทำความเข้าใจทั้งระบบ เช่น เรื่องวัดพระแก้ว คนในรัฐบาลเห็นว่า ประเทศมีปัญหาการสูญเสียจากภัยธรรมชาติ ครั้งใหญ่ของประเทศไทยเกิดขึ้นหลายกรณี การทำบุญประเทศ จะทำให้เกิดขวัญและกำลังใจดีขึ้น และมีการทำตามขั้นตอน การขอพระบรมราชานุญาต ฝ่ายพิธีการของสำนักพระราชวังก็ทราบดีว่าเหมาะไม่เหมาะอย่างไร

ถ้าจะถามว่าทำไมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เขาวิเคราะห์ปรากฏการณ์เมืองไทย(ราย)วันนี้ว่า "ที่เป็นห่วงเรื่องนี้ก็เพราะว่า หากยังมีการขยายปัญหาเกินความจริง จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมมาก การเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การเกิดปัญหาในสังคมไทย เป็นเรื่องไม่สมควร รัฐบาลพยายามจะระมัดระวังไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวที่จะสร้างปัญหาเพิ่ม แต่ก็เข้าใจดีว่า การใช้สิทธิเป็นเรื่องตามกฎหมายเป็นความชอบธรรม แต่ดูเหมือนว่ามีคนยั่วยุ ต้องการให้เกิดการละเมิดสิทธิ น่าห่วงหากว่าสังคมไทยไม่ใช้สติ เหตุผล ในการแก้ปัญหา แต่การช่วงชิงเอาชนะกันทางการเมือง จะเป็นต้นทุนของสังคมไทย ในการเปลี่ยนแปลงและจะเกิดการสูญเสียและเสียหายได้"

แล้วสารพัดเงื่อนไขที่บังเกิดขึ้นในระหว่างนี้ ทั้งคำสั่งศาลปกครองในกรณีการแปรรูป กฟผ. การเดินสายเปิดเวทีโจมตีรัฐบาล มีน้ำหนักถึงขั้นเกินเลยไปถึงการโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ในใจ "ภูมิธรรม" ตั้งแต่ยังไม่ได้ยินคำถาม เขาถอนหายใจแล้ววิงวอนว่า

"ก็อยากจะให้ทุกคนในสังคม ช่วยกันขบคิดแก้ปัญหา เพราะในทางการเมืองไม่มีฝ่ายใดเห็นด้วยกับฝ่ายใดทั้ง 100% เช่นเดียวกัน ไม่มีใครเกลียดใครทั้ง 100% ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกใช้ใครมาแก้ปัญหาประเทศ ต้องให้ระบบประชาธิปไตย ได้ดำเนินไปด้วยตัวมันเอง ไม่ใช่ใช้กระบวนการคัดค้าน หรือส่อไปในทางที่จะโค่นล้มรัฐบาล จึงไม่ควรให้คนใดคนหนึ่ง นำความเห็นส่วนตัว มาเป็นเครื่องมือตัดสินใจแทนประชาชน"

ในฐานะที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เห็นการเปลี่ยนแปลงการเมือง การปกครองครั้งใหญ่ๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เขาตั้งสติกับปัญหาทั้งหมด แล้ววิเคราะห์สาเหตุ ด้วยสติ "เหมือนจะมีปัญหารุมล้อมรัฐบาลหลายด้าน แต่ทั้งหมดยังไม่เป็นปัญหาที่น่ากังวล เชื่อว่าหลายเรื่องเป็นเรื่องที่จัดการได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างปัญหาทางการเมืองที่ คิดว่ารุนแรงแล้วมาปะทะกับรัฐบาลมากๆ ทั้ง ม็อบครู ม็อบเกษตรกร ม็อบจากวิชาชีพต่าง จริงๆ แล้ว ไม่น่าหนักใจเลย เพราะทุกเรื่องมีเงื่อนเวลาที่จะค่อยๆ ปลดล็อคออกไปได้ในที่สุด ความไม่พอใจของกลุ่มต่างๆ รัฐบาลก็แก้ปัญหาไปตามวาระ"

พรรคไทยรักไทยเพิ่งจะเปิดนวตกรรมการเมืองใหม่อีกรอบ ด้วยการเปิดสายตรง 1212 ตอบรับทุกปัญหา เตรียมตัวเข้าสู่ปีที่ 8 กรอบแนวคิดหลักของการประชุมใหญ่ของพรรคปีนี้ "ภูมิธรรม" ให้ภาพโดยกว้างว่า "หัวหน้าพรรคจะนำพาพรรคไปสู่ความเป็น สถาบันการเมืองที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทิศทางหลักจะยังคงตอกย้ำเรื่องนี้ต่อไป นำเสนอเรื่องระบบ primary vote ลงรายละเอียด แนวปฏิบัติเพิ่มให้สมาชิกพรรคมีส่วนในการสะท้อนปัญหาจากระดับพื้นที่ เข้ามาสู่พรรค และนำไปกำหนดนโยบาย ทำให้นักการเมืองของพรรคกับสมาชิก ประชาชน ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และจะนำไปสู่การขยายฐานของจำนวนสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านคนด้วย"

ก่อนจบการสนทนาการเมืองเรื่องอำนาจ ไม่อาจไม่ถามเรื่องที่เป็นปัญหา "บ้านเมือง" ที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลและสังคมไทยกำลังเผชิญหน้า "ภูมิธรรม" ไม่ได้เขียนแผนที่ทางวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่แบบปัญญาชนสาธารณะบางคนเสนอ แต่มองปัญหาอย่างมีมิติ

"ปัญหานี้อยู่ในระหว่างความพยายามที่จะแก้ปัญหาจากทุกฝ่ายในสังคมไทย เป็นปัญหาที่มีความละเอียดซับซ้อน และรุนแรงในตัวของมันเอง ซึ่งคนในสังคมต้องใช้สติในการคิด เชื่อว่ายังมีเวลาที่จะคลี่คลายปัญหา และเมื่อเวลาผ่านไปปัญหาจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลง

"ดังนั้น ทุกฝ่ายควรมองปัญหาจากทุกมิติ ไม่ควรมองว่าเป็นปัญหาที่มาจากรัฐบาล หรือมาจากเรื่องศาสนา หรือเป็นเพราะคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้มีปัญหา ต้องใช้เวลาให้คนในสังคมไทย"

dachain [ 2005-11-18 17:40:36 ]
fensboy@gmail.com


ความคิดเห็นที่ 1

ปล่อยมันไป

nEVERdIE [ 2005-11-19 11:59:21 ]
neverdie@ee43.com


ความคิดเห็นที่ 2

"ขอย้ำว่าการต่อสู้นั้นควรใช้วิถีประชาธิปไตยดีกว่า เรื่องราวเหล่านี้มีความซีเรียสมาก เพราะมีกระแสข่าวว่าเวทีวันศุกร์ของนายสนธิฯ นั้นจะเป็นจุดโค่นล้ม หรือปฏิวัติรัฐบาล ซึ่งผมหวังว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง หากมันเกิดขึ้นจริงคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย"

นี่เป็นวาทะของนายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เมื่อวานนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่จำเป็นจะต้องขออนุญาตบันทึกไว้เป็น "หมายเหตุผู้จัดการ" เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยจดจำเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ขีดเส้นใต้ตรงประโยคต่อไปนี้

"สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย"

นายภูมิธรรม เวชยชัย ถือว่าเคยเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพคนหนึ่งในพรรคไทยรักไทย นอกจากจะเคยร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ยังผ่านการทำงานในองค์กรภาคเอกชน (NGOs) มาอย่างโชกโชน เป็นคนที่เข้าใจงานมวลชนอย่างดีที่สุดคนหนึ่ง จึงถูกดึงเข้ามาทำงานการเมืองกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่การเมือง และได้รับการยกย่องในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองว่าเป็นหนึ่งในคณะเสนาธิการวงในสุดของพรรคไทยรักไทย

แม้จะมีหลายคนกล่าวว่านั่นเป็นเพียงเกียรติคุณในอดีต ปัจจุบันคน ๆ นี้ขายตัวเองให้กับลาภ ยศ สรรเสริญ ไปหมดสิ้นแล้ว ฐานภาพไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเท่านั้น

เราก็มิอาจหักใจเชื่อ !

แม้วานนี้ เจ้าตัวจะใช้กระบวนทรรศน์ดาด ๆ ของเหล่านักต่อต้านการเคลื่อนไหวมวลชนออกมาทำลายความชอบธรรมของการต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เราก็ยังมิอาจหักใจเชื่อ !!

เราเพียงหวังว่าลาภ ยศ สรรเสริญ และความกินดีอยู่ดีชนิดพลิกผันกับวิถีชีวิตในอดีต จะทำให้คน ๆ นี้เพียงแต่ลืมเป้าหมายในการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบทรราช รังสรรค์ระบอบประชาชาธิปไตย เมื่อ 32 ปีก่อน ไปชั่วระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น เมื่อได้มีสติขึ้นมาแล้วอาจจะตระหนักในความจริงที่ดำรงอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วเร่งดำเนินการแก้ไขที่ต้นเหตุตามหลักพระพุทธศาสนาโดยพลัน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเพียงผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ยืนหยัดทำหน้าที่ปกติ

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ไม่ใช่รายการปลุกระดมมวลชน แต่เป็นรายการบอกเล่าความจริงด้านที่ไม่มีการบอกเล่าในสื่อสารมวลชนทั่วไปของประเทศนี้ อาจจะด้วยการนำเสนอที่กระชับ ลึก ตรงประเด็น และไม่อ้อมค้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมของประชาชน

การยืนหยัดไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้แพ้ไม่รู้ชนะ แต่เป็นเรื่องของความถูกความผิด

การยืนหยัดทำหน้าที่ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แม้จะด้วยความยากลำบากแสนสาหัส แต่ก็ดำเนินไปเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยที่สุด 2 ประการ

เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ! และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...สิทธิของประชาชนในการมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทุกแหล่ง !!

สำหรับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้ง 2 ประการนี้ คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง หากประเทศใดไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพทั้ง 2 ลักษณะนี้แล้ว ระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ไม่ว่าโดยตัวอักษรจะวิลิศมาหราเพียงใดก็ไร้ความหมาย เป็นได้แค่ "ประชาธิปไตย 4 วินาที" เท่านั้น

ระบอบประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นระบอบประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่ไม่ลบหลู่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทุกลักษณะ ทั้งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี

ระบอบประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นระบอบประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่ยึดมั่นในหลักการราชประชาสมาศัย คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์

นายภูมิธรรม เวชยชัย "อ้างว่า" ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาครึ่งค่อนชีวิต ไม่ทราบว่ารูปธรรมของระบอบประชาธิปไตยที่ท่าน "อ้างถึง"นั้นคือฉันใด เป็นประชาธิปไตย 2 ทาง ที่ทุกความเห็นมีโอกาสที่จะนำเสนออย่างเสรีภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตยทางเดียว ที่ผู้นำชอบที่จะพูดฝ่ายเดียว ไม่ตอบคำถาม และตรงตามจังหวะดีของโหราศาสตร์เท่านั้น

หรือว่าประชาธิปไตยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย "อ้างถึง" มาตลอดนั้นแท้จริงแล้วคือ "ประชาธิปไตยแผนใหม่" ภายใต้การนำของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ประกาศตนเองว่าคือความถูกต้อง คือสัจธรรม เพียงแต่เมื่อ 20 - 30 ปีก่อนนั้นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ว่าคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่วันนี้คือพรรคไทยรักไทย

ถ้าอย่างนั้นก็ขออภัย ประชาธิปไตยของท่านกับประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เหมือนกัน

ขบวนนักศึกษาที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เคยร่วมอยู่เมื่อ 32 ปีก่อนเคยถูก "สวมหมวก"และทำลายล้างสารพัด

หนึ่งในหมวกที่ถูกสวมก็คือ ข้อกล่าวหาปลุกระดมมวลชน หนึ่งในกระบวนการทำลายล้างก็คือ ทำร้ายประชาชนที่มาร่วมชุมนุมโดยสันติ โดยวิธีการสุนัขลอบกัด ประเภทแอบขว้างระเบิดเข้าใส่

ไม่เคยคิดว่าคนที่เคยอยู่ร่วมกับรสชาติแห่งความเจ็บปวดในอดีต จะนำวาจาเหล่านั้นมาใช้

นี่หรือคือ "คุณภาพ" ของคนที่ได้ชื่อว่ากำลังคุม "วอร์รูม" ของรัฐบาลชุดนี้

สติปัญญาของผู้คนไฉนสวนทางกับลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ถึงเพียงนี้

เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า ถ้าคนที่กำลังคุม "วอร์รูม" ของรัฐบาลพูดออกมาว่า "สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย" นั้น ในใจของเขาคิดอะไรอยู่

เพราะนอกจากเราจะมิอาจหักใจเชื่อว่า เขาแปรสภาพเป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ เรายังมิอาจหักใจเชื่อว่า เขาจะทมิฬหินชาติถึงเพียงนั้น

EOF

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43