ความคิดเห็นที่ 2 "ขอย้ำว่าการต่อสู้นั้นควรใช้วิถีประชาธิปไตยดีกว่า เรื่องราวเหล่านี้มีความซีเรียสมาก เพราะมีกระแสข่าวว่าเวทีวันศุกร์ของนายสนธิฯ นั้นจะเป็นจุดโค่นล้ม หรือปฏิวัติรัฐบาล ซึ่งผมหวังว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง หากมันเกิดขึ้นจริงคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย"
นี่เป็นวาทะของนายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เมื่อวานนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่จำเป็นจะต้องขออนุญาตบันทึกไว้เป็น "หมายเหตุผู้จัดการ" เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยจดจำเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ขีดเส้นใต้ตรงประโยคต่อไปนี้
"สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย"
นายภูมิธรรม เวชยชัย ถือว่าเคยเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพคนหนึ่งในพรรคไทยรักไทย นอกจากจะเคยร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ยังผ่านการทำงานในองค์กรภาคเอกชน (NGOs) มาอย่างโชกโชน เป็นคนที่เข้าใจงานมวลชนอย่างดีที่สุดคนหนึ่ง จึงถูกดึงเข้ามาทำงานการเมืองกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่การเมือง และได้รับการยกย่องในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองว่าเป็นหนึ่งในคณะเสนาธิการวงในสุดของพรรคไทยรักไทย
แม้จะมีหลายคนกล่าวว่านั่นเป็นเพียงเกียรติคุณในอดีต ปัจจุบันคน ๆ นี้ขายตัวเองให้กับลาภ ยศ สรรเสริญ ไปหมดสิ้นแล้ว ฐานภาพไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเท่านั้น
เราก็มิอาจหักใจเชื่อ !
แม้วานนี้ เจ้าตัวจะใช้กระบวนทรรศน์ดาด ๆ ของเหล่านักต่อต้านการเคลื่อนไหวมวลชนออกมาทำลายความชอบธรรมของการต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เราก็ยังมิอาจหักใจเชื่อ !!
เราเพียงหวังว่าลาภ ยศ สรรเสริญ และความกินดีอยู่ดีชนิดพลิกผันกับวิถีชีวิตในอดีต จะทำให้คน ๆ นี้เพียงแต่ลืมเป้าหมายในการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบทรราช รังสรรค์ระบอบประชาชาธิปไตย เมื่อ 32 ปีก่อน ไปชั่วระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น เมื่อได้มีสติขึ้นมาแล้วอาจจะตระหนักในความจริงที่ดำรงอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วเร่งดำเนินการแก้ไขที่ต้นเหตุตามหลักพระพุทธศาสนาโดยพลัน
นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเพียงผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ยืนหยัดทำหน้าที่ปกติ
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ไม่ใช่รายการปลุกระดมมวลชน แต่เป็นรายการบอกเล่าความจริงด้านที่ไม่มีการบอกเล่าในสื่อสารมวลชนทั่วไปของประเทศนี้ อาจจะด้วยการนำเสนอที่กระชับ ลึก ตรงประเด็น และไม่อ้อมค้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมของประชาชน
การยืนหยัดไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้แพ้ไม่รู้ชนะ แต่เป็นเรื่องของความถูกความผิด
การยืนหยัดทำหน้าที่ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แม้จะด้วยความยากลำบากแสนสาหัส แต่ก็ดำเนินไปเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยที่สุด 2 ประการ
เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ! และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...สิทธิของประชาชนในการมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทุกแหล่ง !!
สำหรับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้ง 2 ประการนี้ คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง หากประเทศใดไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพทั้ง 2 ลักษณะนี้แล้ว ระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ไม่ว่าโดยตัวอักษรจะวิลิศมาหราเพียงใดก็ไร้ความหมาย เป็นได้แค่ "ประชาธิปไตย 4 วินาที" เท่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นระบอบประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่ไม่ลบหลู่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทุกลักษณะ ทั้งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี
ระบอบประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นระบอบประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่ยึดมั่นในหลักการราชประชาสมาศัย คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์
นายภูมิธรรม เวชยชัย "อ้างว่า" ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาครึ่งค่อนชีวิต ไม่ทราบว่ารูปธรรมของระบอบประชาธิปไตยที่ท่าน "อ้างถึง"นั้นคือฉันใด เป็นประชาธิปไตย 2 ทาง ที่ทุกความเห็นมีโอกาสที่จะนำเสนออย่างเสรีภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตยทางเดียว ที่ผู้นำชอบที่จะพูดฝ่ายเดียว ไม่ตอบคำถาม และตรงตามจังหวะดีของโหราศาสตร์เท่านั้น
หรือว่าประชาธิปไตยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย "อ้างถึง" มาตลอดนั้นแท้จริงแล้วคือ "ประชาธิปไตยแผนใหม่" ภายใต้การนำของพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ประกาศตนเองว่าคือความถูกต้อง คือสัจธรรม เพียงแต่เมื่อ 20 - 30 ปีก่อนนั้นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ว่าคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่วันนี้คือพรรคไทยรักไทย
ถ้าอย่างนั้นก็ขออภัย ประชาธิปไตยของท่านกับประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เหมือนกัน
ขบวนนักศึกษาที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เคยร่วมอยู่เมื่อ 32 ปีก่อนเคยถูก "สวมหมวก"และทำลายล้างสารพัด
หนึ่งในหมวกที่ถูกสวมก็คือ ข้อกล่าวหาปลุกระดมมวลชน หนึ่งในกระบวนการทำลายล้างก็คือ ทำร้ายประชาชนที่มาร่วมชุมนุมโดยสันติ โดยวิธีการสุนัขลอบกัด ประเภทแอบขว้างระเบิดเข้าใส่
ไม่เคยคิดว่าคนที่เคยอยู่ร่วมกับรสชาติแห่งความเจ็บปวดในอดีต จะนำวาจาเหล่านั้นมาใช้
นี่หรือคือ "คุณภาพ" ของคนที่ได้ชื่อว่ากำลังคุม "วอร์รูม" ของรัฐบาลชุดนี้
สติปัญญาของผู้คนไฉนสวนทางกับลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ถึงเพียงนี้
เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า ถ้าคนที่กำลังคุม "วอร์รูม" ของรัฐบาลพูดออกมาว่า "สมมติว่ามีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนนั้น เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย" นั้น ในใจของเขาคิดอะไรอยู่
เพราะนอกจากเราจะมิอาจหักใจเชื่อว่า เขาแปรสภาพเป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ เรายังมิอาจหักใจเชื่อว่า เขาจะทมิฬหินชาติถึงเพียงนั้น
|