บทความ - 00102 : งานใช้สมอง

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

งานใช้สมอง

ผมอยากจะเดาว่าแนวคิดเรื่อง "งานใช้สมอง" เข้ามาสู่สังคมไทยเมื่อสัก 100 ปีมานี่เอง คงจะเอามาจากฝรั่ง แต่ฝรั่งเริ่มคิดว่ามีงานประเภท "ใช้สมอง" ซึ่งแยกจากงานอื่นๆ ตั้งแต่เมื่อไร ผมไม่ทราบ

เราใช้แนวคิดเรื่อง "งานใช้สมอง" เพื่ออธิบายว่า ใครควรได้รับค่าตอบแทนมากน้อยต่างกัน ใช้สมองมากก็ได้ค่าตอบแทนสูง ใช้สมองน้อยก็ได้ค่าตอบแทนต่ำ ไม่ใช้เลยก็ต่ำสุดสุดไปเลย

ผมนึกไม่ออกว่าในวรรณคดีหรือเอกสารเก่าๆ ของไทย มีการแบ่งงานออกเป็น "ใช้สมอง" กับ "ใช้แรงกาย" และเมื่อนึกด้วยสามัญสำนึกก็คิดว่าคนไทยสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ไม่น่าจะแยกประเภทของงานออกเป็นใช้สมองกับไม่ใช้สมอง

คนทำนาก็ใช้แรงกายส่วนหนึ่ง และใช้สมองอีกส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน เช่นตัดสินใจว่าจะใช้ข้าวพันธุ์ใดสำหรับที่นาซึ่งลุ่มดอนไม่เหมือนกัน หรือเมื่อน้ำท่วมฝนแล้ง ก็ต้องคิดว่าจะเก็บข้าวส่วนที่พอเก็บได้ตรงไหนบ้าง ปีนี้ผัวถูกเกณฑ์ไปสงคราม มีแรงงานน้อยลง ก็ต้องคิดว่าจะลงแรงทำนาสักเท่าไรจึงจะพอกิน และจะหาแรงงานทดแทนได้อย่างไร

มันไม่น่าจะมีงานอะไรในโลกที่ไม่ใช้สมองเลย และไม่น่าจะมีงานอะไรในโลกที่ไม่ต้องออกแรงเลย

เป็นขุนน้ำขุนนาง ก็มีหน้าที่ร่วมขบวนแห่ในเวลาเสด็จพระราชดำเนินทางบกทางน้ำเป็นพิธีกรรม อย่านึกว่ามีน้อยนะครับ งานอย่างนี้ในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมีกฎระเบียบวางไว้เคร่งครัด และก็มีกันเป็นประจำทั้งปีด้วย

แม้แต่ที่เข้าเฝ้าทุกวันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไปฟังข้อราชการ จำนวนไม่น้อย เข้าไปเพื่อให้พระเจ้าแผ่นดินเห็นหน้า เหมือนข้าราชการสมัยนี้แหละครับ คือทำงานออกแรงอย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้สมองอะไร

ผมเข้าใจว่าในยุโรปสมัยโบราณก็เหมือนกันอย่างนี้ ถ้าไม่นับพระสงฆ์คาทอลิกจำนวนน้อยนิดเดียวที่คร่ำเคร่งกับการศึกษาค้นคว้าตำรับตำราแล้ว ก็ไม่มีการแบ่งงานออกเป็นใช้สมองหรือไม่ใช้สมองแต่อย่างใด ทุกคนทำงานที่ใช้สมองและร่างกายเหมือนๆ กัน

หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว เมื่อเราแยกงานออกจากชีวิตส่วนอื่นๆ ทั้งหมดต่างหากที่ทำให้มีการแบ่งงานออกเป็นใช้สมองและใช้ร่างกาย

ภารโรงใช้ร่างกาย ในขณะที่ศาสตราจารย์ใช้สมอง หรือกรรมกรใช้ร่างกาย แต่ซีอีโอใช้สมอง

ฟังดูก็น่าจะแบ่งได้อย่างนั้นนะครับ แต่มาคิดๆ ดู ผมรู้สึกว่ามีอะไรที่แปร่งๆ อยู่ในนั้นด้วย

ภารโรงถูกจัดว่าเป็นแรงงานใช้ฝีมือ แต่ที่จริงแล้วเขามีฝีมือคือกวาดบ้านถูเรือน ตลอดจนรับใช้ปรนนิบัติเป็น ทั้งหมดนี้ถือเป็นทักษะ เพียงแต่เห็นกันว่าทักษะอย่างนี้เรียนกันง่าย คนไม่มีทักษะด้านนี้เลยเรียนเดี๋ยวเดียวก็ทำเป็นแล้ว

แต่ลองวิเคราะห์ทักษะหรือฝีมือของเขาว่าใช้สมองหรือไม่ ผมคิดว่าใช้ส่วนที่เรียกว่าความจำอย่างมาก เช่น เขาไม่ต้องคิดว่าควรจับไม้กวาดทางด้ามหรือทางปลายดี ก็เพราะประสบการณ์ทำให้เขาจำได้ว่า ต้องจับด้ามแล้วเอาขนมันกวาดน่ะสิ งานอื่นๆ ของเขาก็ล้วนมาจากสมองส่วนที่เป็นความจำทั้งนั้น

คราวนี้หันมาดูศาสตราจารย์บ้างว่าใช้สมองส่วนไหน ผมคิดว่าก็ใช้ส่วนเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่จำกันคนละเรื่องเท่านั้น

ส่วนใหญ่ที่ศาสตราจารย์สอนหรือแม้แต่เขียน ศาสตราจารย์ก็ไม่ได้คิดเอง แต่จำจากที่คนอื่นเขาคิดไว้แล้วทั้งนั้น ที่คิดเองก็มีแต่น้อยครับ เหมือนภารโรงก็ต้องคิดเองจากความรู้เดิมของเขาเหมือนกัน เช่นยักย้ายการชำระล้างรอยเปื้อนที่ต่างชนิดกัน เป็นต้น

เอาเข้าจริงแล้ว แม้หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ผมก็ยังไม่เห็น "งานใช้สมอง" ล้วนๆ หรืองานใช้ร่างกายล้วนๆ เลย ก็ผสมปนเปไปกับทุกๆ ตำแหน่งงานในโลกนี้ทั้งนั้น



ทั้งหมดที่พูดมาถึงตรงนี้ ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าในสมัยโบราณ เราให้ค่าตอบแทนเสมอกัน หรือให้ค่าตอบแทนตามความจำเป็นของชีวิตแต่ละคนนะครับ นอกจากสังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาลคือเมื่อเรายังอยู่ในถ้ำแล้ว ผมไม่เห็นมีสังคมไหนในสมัยไหนที่จ่ายค่าตอบแทนแก่งานได้เท่าเทียมกัน หรือตามความจำเป็นของแต่ละคนจริงเลย

สังคมไทยโบราณก็จ่ายไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ได้มากมายอู้ฟู่ไปจนถึงแทบไม่พอยาไส้

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีการแบ่งประเภทของงานเป็นใช้สมองและไม่ได้ใช้สมอง เขาจะจ่ายค่าตอบแทนลดหลั่นกันด้วยมาตราอะไร?

ผมเข้าใจว่าในเมืองไทยสมัยโบราณเขาจ่ายค่าตอบแทน (อันที่จริงไม่มีใครจ่าย แต่เป็นเรื่องของโอกาสที่จะแสวงหาได้จากงาน) กันตามลำดับของอำนาจและเกียรติยศ

คนมีอำนาจและเกียรติยศมาก ก็จะได้รับค่าตอบแทนสูงตามอำนาจและเกียรติยศอันสูงส่งของตน

อำนาจและเกียรติยศนี้มาจากไหน ? โดยสรุปก็คือมาจากกำเนิดบ้าง, จากสายสัมพันธ์กับอำนาจบ้าง, จากการพระราชทานบ้าง, จากสถานะของตนในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับผู้อื่นบ้าง และแน่นอน มาจากอำนาจดิบบ้าง (เช่นหัวหน้าของโจร)

(บางท่านอาจนึกสงสัยว่า เอ๊ะ ในสังคมไทยโบราณนี่ คนดีและการทำความดีไม่นำมาซึ่งอำนาจและเกียรติยศบ้างเลยหรือ ผมขออธิบายว่านำมาแน่ครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสังคมไทยเหลือให้เรารู้จักในทุกวันนี้หรอกครับ แต่ผมจัดทางมาแห่งอำนาจนี้ไว้ในสถานะของเขาในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ หมายความว่าแม้ตัวเขาอาจไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับคนอื่น แต่คนอื่นมองเขาอย่างที่อยากจะพึ่งพา เช่นพึ่งพาหมอยาสำหรับโลกียสุข, พึ่งพาหลวงพ่อสำหรับโลกุตรสุข เป็นต้น)

คนเหล่านี้แหละครับที่ได้ส่วนแบ่งของทรัพย์มากกว่าคนอื่นๆ

ผมออกจะสงสัยด้วยว่า แนวคิดการแบ่งปันค่าตอบแทนของงานในสังคมไทยปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการอ้างถึงงานใช้สมองอยู่บ่อยๆ (โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง) ก็ตาม แต่เอาเข้าจริงเราก็ยังเคยชินกับการแบ่งปันทรัพย์สินหรือค่าตอบแทนกันตามระดับของอำนาจและเกียรติยศเหมือนเดิม

ข้าราชการจะอ้างเสมอเวลาขอปรับซีตำแหน่งว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งที่มีซีระดับสูงแล้ว ตัวมีผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่า จึงน่าจะปรับซีให้เท่ากับตำแหน่งในกระทรวงอื่น

นั่นก็คือวัดกันด้วยอำนาจบังคับบัญชา ไม่ใช่วัดกันที่งานว่าใช้สมองมากหรือใช้สมองน้อยกว่ากัน

และน่าสนใจด้วยนะครับที่เมื่อได้รับการปรับซีแล้ว ก็มักจะร้องขอให้มีการปรับชื่อตำแหน่งด้วย เช่น จากหัวหน้ากองเป็นผู้อำนวยการกอง, จากผู้อำนวยการเป็นประธานอำนวยการ ฯลฯ หรืออะไรอื่นๆ ที่แสดงเกียรติยศได้สูงๆ ขึ้นไป

คนที่จบด๊อกเตอร์มา ไม่ว่าจะรับเขาเข้าไปล้างส้วมหรือทำอย่างอื่น ก็มีหลักประกันแล้วว่าเขาจะต้องได้รับค่าตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ เป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามเกียรติยศ ไม่ใช่ตามงานที่เขาทำ

ระบบอย่างนี้ทำให้ทุกคนแฮ็ปปี้ เพราะมันสอดคล้องกับวิธีคิดที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ คำว่าทุกคนแฮ็ปปี้นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่ได้รับค่าตอบแทนตามความคาดหวังเท่านั้น หมายถึงคนที่ได้รับน้อยกว่าก็พอใจไปด้วย

จบปริญญาโททำงานหนักเกือบตาย แต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่าด๊อกเตอร์ซึ่งเดินไปเดินมา ปริญญาโทก็พอใจว่าก็เขาจบ ดร.แล้วนี่หว่า

ผมไม่ทราบหรอกว่าในสังคมอื่น เขามีแนวคิดในการจ่ายค่าตอบแทนหรือแบ่งปันทรัพย์สินกันอย่างไร แต่ผมเชื่อแน่ว่าไม่มีสังคมใดสักสังคมเดียวที่จ่ายค่าตอบแทนกันด้วยการแยกประเภทงานเป็นใช้สมองหรือไม่ใช้สมอง หรือสมองดีสมองไม่ดี เพราะในทุกสังคมแนวคิดการแบ่งปันทรัพย์สินมีความซับซ้อนกว่านั้นมากนัก ถึงไม่เหมือนไทยก็ไม่ง่ายๆ อย่างเดะๆ เช่นนั้นแน่นอน

ฉะนั้น เอาเข้าจริง "งานใช้สมอง" นอกจากไม่สามารถแยกประเภทของงานได้จริงแล้ว ก็ยังเป็นเพียงข้ออ้างไปอย่างนั้นเอง ไม่มีใช้ที่ไหนจริงในโลก


คอลัมน์ : นิธิ เอียวศรีวงศ์
หน้า 47


ต่อย [ 2003-07-22 00:00:00 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43