งานสนุกผมเป็นแฟนงานหนังสือของท่านอาจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ เพราะอ่านง่าย สนุก และให้ความรู้มากมาย แม้มีประเด็นที่อาจไม่เห็นด้วยกับท่านอยู่บ่อยๆ ก็ตาม
มติชนรายวันเพิ่งลงบทความของท่านเรื่อง "เรียนรู้พัฒนาองค์กรปลา" ผมอ่านแล้วก็เกิดความเข้าใจอะไรขึ้นมาอีกหลายอย่าง ซึ่งท่านตั้งใจจะให้ผมเข้าใจตามนั้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ
เพื่อคนที่พลาดไม่ได้อ่าน ผมขอสรุปสั้นๆ ให้ฟังว่า ท่านอาจารย์วรากรณ์ทำปริทรรศน์หนังสือ ชื่อ Fish ของแหม่มคนหนึ่งอย่างสั้นๆ
ยายแหม่มคนนี้พบจากบรรยากาศในตลาดปลาแห่งหนึ่งว่า การสร้างประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้นต้องอาศัยปัจจัย 4 อย่างคือ 1) ทัศนคติ ว่างานคือสิ่งรื่นรมย์ 2) สร้างบรรยากาศสนุกสนานขึ้นในงาน 3) ให้ประสบการณ์ที่สนุกและดีแก่ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง (เช่น ลูกค้า) จนต้องจดจำไปอีกนาน 4) ให้ความสนใจกับผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
ท่านอาจารย์วรากรณ์ชี้ว่า วิธีการเช่นนี้ใช้ได้ทั้งในครอบครัวและห้องเรียน
และสรุปลงท้ายให้จดจำไปอีกนานว่า "ความสุขคือการชอบสิ่งที่ทำ มิใช่ทำสิ่งที่ชอบ"
นับตั้งแต่จบการศึกษาใหม่ๆ และเริ่มออกมาทำงาน ผมรู้สึกอิจฉาศิลปินมาโดยตลอด เพราะเข้าใจว่าศิลปินเป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยการทำสิ่งที่ตัวชอบ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ ต้องทนอยู่กับงานที่ตัวไม่ชอบ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) เพื่อเป็นอาชีพเลี้ยงตัวไปจนตาย
แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ได้รู้จักศิลปินอีกหลายคน ทั้งจิตรกร, นักดนตรี, กวี ฯลฯ ก็พบว่าคนเหล่านี้ต้องเลี้ยงชีพด้วยงานที่เขาเกลียดยิ่งกว่าเราเสียอีก จึงเลิกอิจฉาศิลปิน หันมาอิจฉา คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ แทน
ผมไม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังจนมาอ่านบทความของท่านอาจารย์วรากรณ์เข้า จึงได้สว่างโร่ขึ้นมาว่า ที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเองทนมีชีวิตอยู่กับงานมาได้นั้น ก็เพราะรู้จักสร้างความสนุกให้แก่งานที่ต้องทำนั่นเอง
คนที่ทำอย่างนี้เป็นจะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าคนที่อมทุกข์กับงานนั้นผมไม่ทราบ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า หน่วยงานทั้งหลายสามารถทำให้งานของหน่วยงานนั้นสนุกได้ทั้งสิ้น
นักมานุษยวิทยาฝรั่งคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยนั้นทำอะไรก็ถือเอาความสนุกเป็นที่ตั้งเสมอ จนกระทั่งอาจจะถือเอาความสนุกเป็นสรณะในชีวิต หมายความว่าตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไร, คบหรือไม่คบกับใคร, ไปหรือไม่ไปไหน ฯลฯ ล้วนขึ้นอยู่กับว่าแล้วมันจะสนุกหรือไม่
ฝรั่งคนนั้นแสดงความประหลาดใจกับทัศนคติต่อชีวิตแบบนี้ เขาบอกว่า "สนุก" นั้นไม่รู้จะแปลเป็นภาษาฝรั่งว่าอย่างไรถึงจะตรง อย่างมากก็แปลได้ใกล้เคียงเท่านั้น
ถึงแม้ฝรั่งไม่ได้ตัดสินว่าความสนุกของไทยนั้นไม่ดี แต่ผมเคยได้ยินคนไทยที่ได้รับการศึกษาแบบฝรั่งบ่นเสมอด้วยว่า คนไทยรักสนุกเกินไปจนเอาดีได้ยาก
เรียกว่าความสนุกเคยถูกมองอย่างก้ำๆ กึ่งๆ ตลอดมา ถ้าเอาไปใช้นอกงานก็ถือว่าไม่เป็นไร แต่เอาไปใช้กับงานเมื่อไรก็ถูกระแวงว่าจะทำให้งานเสีย
อ่านบทความของท่านอาจารย์วรากรณ์แล้ว ทำให้ผมคิดถึงชีวิตการงานของคนในชนบทสมัยผมเป็นเด็ก ผมพบว่าความสนุกเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเลยทีเดียว สนุกแบบเจี๊ยวจ๊าวก็มี เช่น การลงแขกดำนา เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น มีการเล่นเพลงประกอบเป็นแบบแผนไปเลย ตลอดจนการหยอกล้อเล่นกันในระหว่างงานเป็นปกติ
สนุกแบบไม่เจี๊ยวจ๊าวก็แยะ เช่น เมื่อคนออกไปแต่งคันนาหลังปักดำแล้ว ก็มักจับหอยปูปลากลับมากินบ้านไปด้วย จนแยกไม่ออกว่าจะออกไปทำ "งาน" หรือไปจับปลาเล่นกันแน่
มีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับความสนุกและวิถีชีวิตของคนชนบทในสมัยก่อนด้วยว่า ความสนุกแบบชาวบ้านไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้แต่การสนุกแบบไม่เจี๊ยวจ๊าว เช่น ไปจับหอยปูปลาในนา ก็จับเพื่อเป็นอาหารของครอบครัว หรือถ้าเหลือก็อาจแจกเพื่อนบ้าน ฉะนั้น แม้จะสนุกอยู่คนเดียว แต่ก็สนุกบนพื้นฐานที่จะสัมพันธ์กับคนอื่น
น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานในวิถีชีวิตแบบนั้นไม่อาจแยกออกไปจากการดำเนินชีวิตทั้งหมดได้ หมายความว่า การทำนา, จับปลา, สานกระด้ง, นอน, อาบน้ำ, ดูมหรสพ, บวชเรียน ล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด แตกต่างจาก "งาน" ของคนสมัยใหม่ในเขตเมือง ซึ่งแยกออกไปจากชีวิตส่วนอื่นอย่างเด็ดขาด ให้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงแก่งาน สัปดาห์ละ 5 วัน เวลาส่วนที่เหลือใช้ไปในทางอื่นๆ ที่ไม่ถูกถือว่าเป็น "งาน"
ผมเข้าใจว่า "งาน" ที่ถูกแยกออกไปจากส่วนอื่นๆ ของชีวิตอย่างเด็ดขาดเช่นนี้เป็นผลมาจากลัทธิอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการกฎเกณฑ์ระเบียบแน่นอนในการใช้เวลาและพฤติกรรม เพื่อทำให้การผลิตในระบบนี้เป็นไปได้
นอกจากนี้ ระบบการผลิตในลักษณะนี้ ยังต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน ซึ่งคนอื่นไม่อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้
งานในระบบอุตสาหกรรมจึงทำกันโดยไม่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นเป็นฐาน แม้แต่นักโฆษณาก็ทำงานโดยคิดถึง "ผู้บริโภค" หรือ "ตลาด" ไม่ใช่คิดถึงเพื่อนมนุษย์คนอื่น ซึ่งมีหน้ามีตาเป็นคนจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ความรู้เฉพาะด้านของคนทำงานก็ทำให้แต่ละคนต้องพิสูจน์ความสามารถของตนด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญทำ "งาน" มากและทำอย่างอื่นน้อย
ผมคิดว่าทั้งหมดเหล่านี้ก่อให้เกิดจริยธรรมของการทำงานขึ้นมาใหม่ คือต้องเครียดครับ ยิ่งเครียดมากก็ยิ่งมีจริยธรรมการทำงานสูง ความสนุกจึงน่าระแวงหรือน่ารังเกียจไปเลย ความสัมพันธ์กับคนอื่นมากเกินกว่าความจำเป็นของการทำงาน ก็อาจเบียดบังเวลาของงานไปได้
และทำให้งานเป็นเรื่องที่สนุกไม่ได้ บาปน่าดู
แต่โลก (โดยเฉพาะตะวันตก) กำลังหลุดพ้นจากลัทธิอุตสาหกรรมนิยมเสียแล้ว ระบบใหม่ที่เรียกกันว่า "เศรษฐกิจใหม่" ไม่ต้องการระเบียบกฎเกณฑ์ (regimentation) อย่างเคร่งครัดเหมือนระบบการผลิตอุตสาหกรรม เพราะไปเน้นความคิดริเริ่ม, การสร้างสรรค์, สติปัญญาในการดัดแปลงปรับปรุงอย่างไม่หยุดนิ่ง ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ทำให้ต้องมอง "งาน" ในมุมใหม่ ความสัมพันธ์กับคนอื่นมีความสำคัญ "งาน" กับชีวิตแยกออกจากกันได้ยากขึ้น เพราะเวลาพักผ่อนก็อาจมีความคิดเกี่ยวกับงานอยู่ในสมอง ตลอดจนอาจได้พบคำตอบที่ดีแก่งานในระหว่างพักผ่อนก็ได้ จริยธรรมของการทำงานจึงไม่ใช่ความเครียดอีกต่อไป
ความสนุกกลับได้รับความนับถือจากฝรั่ง
แต่ฝรั่งเลิกสนุกในงานไปเสียนาน ฉะนั้น ผมจึงรู้สึกว่า ข้อแนะนำของยายแหม่มคนนี้บางเรื่องฟังดูจะ "ล้นๆ" ไปสักหน่อย เช่น ในตลาดปลาที่ให้แรงบันดาลใจแก่คุณป้าแหม่มคนนี้ แกเล่าว่า เขาสนุกสนานกับการโยนปลาโยนกุ้งโยนหอยกันเอิกเกริก รับได้บ้างรับไม่ได้บ้าง สนุกสนานเฮฮากันทั้งตลาด
ผมอดนึกถึงหอยทอดลอยฟ้า หรือผักบุ้งลอยฟ้าในเมืองไทยไม่ได้ ดูเหมือนลูกค้าสำคัญก็ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ถือว่าน่าจะเห็นใจครับ เพราะฝรั่งเครียดมานาน เริ่มสนุกกันใหม่ก็ต้องออกไปทาง "ล้นๆ" บ้างเป็นธรรมดา หากยังรักสนุกกันต่อไป คงหาวิธีสนุกที่ดูจะมีวุฒิภาวะของคนรักสนุกมากขึ้นในอนาคตได้เอง
ผมเข้าใจว่า หนังสือเรื่อง Fish ของยายแหม่มคนนี้ขายดิบขายดีก็เพราะเวลานี้ โลกตะวันตกกำลังพัฒนาจริยธรรมการทำงานใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หนังสือเล่มนี้มาให้คำตอบส่วนหนึ่งพอดี
แต่นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสือขายดีทำนองนี้ออกมาอีกมาก แม้แต่ฝรั่งที่เราเชิญมาเล็กเชอร์เก็บเงินก็อยู่ในกลุ่มนี้แหละครับ คือกลุ่มที่คิดหาบรรยากาศใหม่ของการทำงานที่มีผลิตภาพดีขึ้นกว่าวิธีเก่า เพราะระบบการผลิตเปลี่ยนไป
อันที่จริง จะเชิญลุงเทิ้ม ชาวนาแถวนครสวรรค์มาเล็กเชอร์ก็อาจได้ความอันเดียวกัน เสียแต่ลุงเทิ้มจะไม่สามารถเก็บเงินคนฟังได้มากเท่าฝรั่งเท่านั้น
คอลัมน์ นิธิ เอียวศรีวงศ์
หน้า 47
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ปีที่ 21 ฉบับที่ 1095
ต่อย [ 2003-07-22 00:00:00 ]
|