บทความ - 00104 : ต้อนรับน้องใหม่

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

ต้อนรับน้องใหม่

ตลอดเวลานานนับสิบปีที่ผมมีชีวิตการงานอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนจะมีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ผมอยากรู้อยากเห็นมาตลอดแต่ไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ ก็คือ กิจกรรมการต้อนรับน้องใหม่ในแต่ละปี

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นเพียงเรื่องเดียวในชีวิตการศึกษาของผมได้ขาดหายไป เพราะตอนที่ผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่งนั้น เป็นช่วงที่การต้อนรับน้องใหม่ในแบบที่เรียกกันว่า "ระบบโซตัส" กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างหนัก และผมก็เลือกที่จะเห็นด้วยกับการต่อต้านนั้นพอดี ผมจึงไม่ได้สัมผัสกับการต้อนรับน้องใหม่อย่างที่เห็นๆ กันเมื่อก่อนหน้านั้น หรือซึ่งก็คือ ที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง

และยิ่งช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ฝ่ายซ้ายกำลังเฟื่องอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยแล้ว การต้อนรับน้องใหม่กับผมจึงยิ่งห่างไกลกันเกินกว่าที่จะสัมผัสใกล้ชิด ถึงแม้มันจะเกิดอยู่ตรงหน้าก็ตาม มิหนำซ้ำผมยังคิดอีกด้วยว่า ถ้าจะมีรุ่นพี่คนไหนจะจับผมไปทำการ "ต้อนรับ" แล้ว ผมจะต่อสู้แข็งขืนให้ถึงที่สุด

แต่โชคดีที่ผมไม่ได้เจอ และที่เจอก็คือ รุ่นพี่ซ้ายๆ ที่ต้อนรับน้องใหม่อย่างผมคนละแบบกับที่เห็นกันในทุกวันนี้

นั่นคือ นอกจากจะโอภาปราศรัยด้วยดีและสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว รุ่นพี่ยังต้อนรับน้องใหม่ด้วยการพาไปสัมมนายังต่างจังหวัด เนื้อหาที่สัมมนากันนั้น มักจะชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของนักศึกษาที่มีเหนือคนอื่นๆ ในสังคม และชี้ชวนให้เห็นว่า นักศึกษาควรคืนอะไรให้แก่สังคมบ้าง หรือควรเห็นใจผู้ยากไร้อย่างไรบ้าง เป็นต้น

เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ต้อนรับน้องใหม่แบบที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ จำได้ว่าเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่การต้อนรับน้องใหม่เกิดปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงขึ้นมาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (อันที่จริงก็เป็นข่าวอยู่แทบทุกปีอยู่แล้วในหลายๆ มหาวิทยาลัย) ทางนิสิตก็คิดที่จะจัดให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา และใครก็ไม่รู้แนะนำนิสิตว่า ให้เชิญผมขึ้นพูดบนเวทีกับเขาด้วย ผมจึงได้ตอบปฏิเสธไป เพราะยังไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ว่า ที่ว่าไม่ดีนั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่

และก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี้ บ่อยครั้งผมจึงมักจะยืนดูพวกรุ่นพี่เขาต้อนรับรุ่นน้องปีหนึ่งกันอยู่ห่างๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาต้อนรับกันอย่างไร แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรลึกซึ้งนัก

เท่าที่เห็นนั้นก็คือ การร้องเพลงเชียร์หรือเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าธรรมดาและไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ที่ชวนตื่นเต้นก็คือ ตอนที่รุ่นพี่ "ว้าก" รุ่นน้อง การว้ากนี้มีหลายแบบ และเท่าที่ได้เห็นพอจะแยกได้ว่า การว้ากมักจะเกิดขึ้นตอนออกคำสั่งบ้าง เพื่อลงโทษบ้าง และรุ่นน้องก็ปฏิบัติแต่โดยดีและโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าเต็มใจหรือไม่

แต่ที่ผมเห็นแน่ๆ เรื่องหนึ่งก็คือ บางกรณีรุ่นพี่ทำท่าขึงขังไปอย่างนั้นเอง เพราะสิ่งที่รุ่นน้องปีหนึ่งไม่เห็น (แต่ผมเห็น) ก็คือ บางครั้งที่รุ่นพี่ว้ากรุ่นน้องนั้น การว้ากจะมาจากข้างหลัง ที่ยังไงๆ รุ่นน้องก็มองไม่เห็นรุ่นพี่ (นอกจากได้ยินเสียงว้ากจากรุ่นพี่อย่างเดียว) ตอนนี้เองที่รุ่นพี่ก็อดขำพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้ แต่ก็ต้องทำเป็น "ฟอร์ม" ไม่ให้รุ่นน้องเห็นตัวเองกลั้นหัวเราะอยู่ข้างหลัง

และที่เห็นพอๆ กันก็คือ รุ่นน้องปีหนึ่งบางคนก็อดขำในพฤติกรรมการออกคำสั่งของรุ่นพี่ไม่ได้เหมือนกัน และต้องหัวเราะในลักษณะที่กลั้นเต็มที่ด้วยความทรมาน เพราะหากรุ่นพี่จับได้จะถูกลงโทษ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่า การรับน้องจะเป็นอย่างเช่นที่ผมเห็นกันทุกที่ทุกแห่ง เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันคือ แทบทุกปีจะต้องมีข่าวการรับน้องที่รับกันแรงจนถึงขั้นเลือดตกยางออกหรือไม่ก็ถึงตาย สิ่งที่ผมต้องการจะบอกในที่นี้ก็คือ ไม่ว่าแรงหรือไม่แรงก็ตาม สิ่งหนึ่งที่การรับน้องมีเหมือนๆ กันมักจะหนีไม่พ้นการออกคำสั่งในแบบที่ทหารเขาทำกัน และสิ่งนี้ก็ซ่อนอยู่ในเรื่องของการว้ากนั่นเอง

เพื่อนนักวิชาการของผมบางคนเคยตั้งข้อสังเกตว่า การรับน้องด้วยการว้ากนั้นถือเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย ข้อนี้คงมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย เพราะตอนที่การว้ากเกิดขึ้นมาในสังคมไทยนั้น การเมืองไทยกำลังอยู่ในยุคเผด็จการทหาร และเมื่อเผด็จการทหารล้มลงไปในปี 2516 การว้ากก็ล้มลงไปด้วย

แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนนี้วัฒนธรรมอำนาจนิยมที่แสดงผ่านทหารก็ไม่มีให้เห็นดังแต่ก่อนแล้ว แล้วทำไมการว้ากจึงโผล่ขึ้นมาและสามารถอยู่ในสังคมไทยได้อีกต่อไป ?

อันที่จริงแล้วเรื่องนี้จะว่าเกี่ยวมันก็เกี่ยว จะว่าไม่เกี่ยวมันก็ไม่เกี่ยว คือผมต้องการจะบอกว่า วัฒนธรรมอำนาจนิยมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่คู่กับระบบการเมืองเสมอไป แต่ระบบการเมืองอาจจะเอื้อให้วัฒนธรรมอำนาจนิยมยืนอยู่ได้หรือไม่ได้ก็ได้ เช่น ตอนหลัง "14 ตุลา" ฝ่ายซ้ายกำลังเฟื่องอยู่ในมหาวิทยาลัย วัฒนธรรมของฝ่ายซ้ายซึ่งไม่เอื้อให้การว้ากดำรงอยู่ได้ (เช่น ทัศนะเรื่องความเสมอภาค) การว้ากจึงหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงไป

แต่พอมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุคประชาธิปไตยและการว้ากไม่ควรมีอยู่ต่อไปนั้น แล้วทำไมการว้ากจึงหวนกลับมาและตั้งอยู่ได้จนทุกวันนี้เล่า ?

คำถามนี้ตอบไม่ยาก เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้นเป็นประชาธิปไตยที่มีชนชั้นกระฎมพีเป็นผู้ใช้อำนาจเป็นหลัก

ซึ่งก็ไม่มีกระฎุมพีที่ไหนในโลกดอกที่ไม่มีวัฒนธรรมอำนาจนิยมดำรงอยู่ เป็นอยู่แต่ว่า การแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมนี้ของกระฎมพีดูดีกว่าทหารเท่านั้นเอง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า กระฎมพีเป็นผู้แย่งอำนาจมาจากทหาร และการได้มาซึ่งอำนาจของกระฎมพีก็นับว่าก่อประโยชน์ให้กับชนชั้นกระฎมพีอย่างมาก เพราะต่อไปไม่เพียงจะไม่ต้องส่งส่วยให้กับทหารดังเช่นอดีตแล้ว กระฎมพียังสามารถกำหนดนโยบายให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกระฎมพีเอง ซึ่งสามารถทำได้มากกว่าและเสรีกว่าเมื่อครั้งทหารครองเมืองเป็นไหนๆ

แต่การที่กระฎมพีจะทำเช่นนี้ได้สำเร็จนั้น ในด้านหนึ่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแสดงออกซึ่งอำนาจนิยมออกมาเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างบรรลุวัตถุประสงค์ เหตุดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อกระฎมพีแสดงอำนาจแทนทหารแล้ว กระฎมพีก็ย่อมต้องรักษาวัฒนธรรมอำนาจนิยมให้ดำรงอยู่ในกลุ่มคนชนชั้นเดียวกับต่อไปเพื่อความสืบเนื่อง

และเนื่องจากนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจัดเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในสายพันธุ์เดียวกับชนชั้นกระฎมพี การว้ากจึงไม่ต่างกับจุดเริ่มต้นที่ดีของการปลูกฝังวัฒนธรรมอำนาจนิยมให้เกิดขึ้นในตัวของเยาวชนเหล่านี้ ก่อนที่จะเป็นผู้สืบทอดอำนาจนี้ต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ การว้ากจึงไม่ถูกถือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ (ถึงแม้มันจะน่ารังเกียจเอามากๆ ก็ตาม)

เอาเข้าจริงแล้ว การรับน้องใหม่กับการว้ากที่ควบคู่กันอยู่นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในหมู่กระฎุมพีจริงๆ เป็นทั้งการแสดงออกและการบ่มเพาะวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่มีลักษณะเฉพาะตัวหรือชนชั้น

ฉะนั้น เราจึงไม่ค่อยพบหรือแม้แต่จะได้ยินว่า เด็กนักเรียนช่างกล (ซึ่งส่วนใหญ่จัดเป็นลูกหลานชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลางระดับล่างของสังคม) ต้อนรับน้องใหม่กันจนปางตาย เพราะวัฒนธรรมอำนาจนิยมของเด็กนักเรียนช่างกลจะถูกแสดงออกด้วยยกพวกตีกัน

คงไม่ว่ากันนะครับถ้าผมจะบอกว่า การแสดงออกซึ่งอำนาจนิยมของเด็กช่างกลกับเด็กในมหาวิทยาลัยนั้นรุนแรงไม่ต่างกัน แต่ที่เราเห็นต่างกันก็เพราะว่า ความรุนแรงของเด็กช่างกลนั้นเป็นความรุนแรงทางกายภาพ ในขณะที่ความรุนแรงของเด็กในมหาวิทยาลัยเป็นความรุนแรงทางโครงสร้าง

และถ้าถามว่า อย่างไหนรุนแรงกว่ากัน ผมคงตอบไม่ได้ ตอบได้แต่เพียงว่า ผมกลัวความรุนแรงทางโครงสร้างมากกว่า

ว่ากันถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงสมัยที่ผมเป็นน้องใหม่ดังที่ผมเล่าไปข้างต้นไม่ได้ ที่ซึ่งการต้อนรับจากรุ่นพี่ดูเป็นอุดมคติดี และเดี๋ยวนี้ก็หาทำยายากเสียแล้ว แต่กระนั้นก็อย่าเพิ่งหมั่นไส้ผมนะครับที่ทำเป็นชื่นชมยุคสมัยของตัวเอง เพราะทุกวันนี้รุ่นพี่ที่ต้อนรับรุ่นน้องอย่างผมแบบอุดมคตินั้น จำนวนไม่น้อยเละเทะยิ่งกว่ารุ่นพี่ที่รับน้องด้วยการว้ากเสียอีก

เละไม่เละให้ดูอดีตรุ่นพี่หลายคนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลหรือพรรคการเมืองตอนนี้ซิครับ เปลี่ยนจากที่ผมเล่าชนิดหน้ามือเป็นหลังตีนเลยทีเดียว คิดแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้เข้าร่วมต้อนรับน้องใหม่ด้วยการว้ากสมัยเมื่ออยู่ปีหนึ่ง

ไม่งั้นผมคงจะมีพลังอำนาจนิยมพอที่จะต่อกรกับอดีตรุนพี่เส็งเคร็งเหล่านี้ได้บ้าง



มติชนสุดสัปดาห์
วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1197
เงาตะวันออก
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
หน้า 37


ต่อย [ 2003-07-28 00:00:00 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43