บทความ - 00105 : "อยู่เย็นเป็นสุข"...ที่สุดแห่งปรารถนา

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

"อยู่เย็นเป็นสุข"...ที่สุดแห่งปรารถนา

บทความพิเศษ

วีณา โดมพนานดร

กฤษณา อโศกสิน "อยู่เย็นเป็นสุข"...ที่สุดแห่งปรารถนา

...พระพุทธศาสนาเป็นศาสนายิ่งใหญ่ของโลก ที่ตั้งอยู่บนฐานการวิเคราะห์ปัญหาชีวิต และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล และเป็นระบบ อย่างมีความสำนึกและตรงไปตรงมา...(โมนี บัคฆี ใน พระพุทธเจ้าของพวกเรา)*

ชื่อ "กฤษณา อโศกสิน" ในวงวรรณกรรมโดยเฉพาะนวนิยายนั้น ไม่ใช่ระดับธรรมดา แต่มีความพิเศษซึ่งเป็นที่รับรู้ด้วยเกียรติคุณต่างๆมากมาย เช่น รางวัลซีไรท์ ศิลปินแห่งชาติ และเกียรติยศทางสังคม เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสภามาแล้ว และเมื่อปี 2545 สภามหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มอบปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทยให้กับนักเขียนผู้นี้

ในงานเขียนรสชาติเข้มข้นของเรื่องราวแต่ละ "ชีวิต" ที่ปรากฏอยู่ในผลงานนับร้อยเรื่อง คือความโดดเด่นที่สามารถครองใจคนอ่านได้อย่างยาวนาน

เธอเริ่มต้นชีวิตนักเขียนนวนิยายด้วยการค้นพบตัวเองว่า ต้องเขียนเรื่องแนวปัญหาชีวิต

"เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับคน เกี่ยวกับจิตใจส่วนลึกของคน ที่เราจะเอาออกมาคุ้ยเขี่ยตีแผ่ จากประสบการณ์ชีวิตทำให้ดิฉันรู้จักความเป็นมนุษย์ดีพอสมควร จึงมักจะเขียนถึงตัวละครแต่ละตัวอย่างสุดฝีไม้ลายมือให้ผู้อ่านได้ประจักษ์ว่าเขาหรือเธอคือใคร ความเป็นเขาหรือเธออยู่ตรงไหน ในชีวิตหนึ่งของเขาได้ผ่านอะไร จัดการกับชีวิตอย่างไร คลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีไหน มีอุดมคติที่ตั้งมั่นอย่างไร"

ตัวละครที่เกิดขึ้นจากปลายปากกาของเธอจึงต้องมีปมเงื่อนให้ต้องแก้ เพื่อให้ชีวิตได้ดำรงอยู่ต่อไปอย่างปกติสุข

ในจินตนาการของเธอนั้น กฤษณา อโศกสิน จัดวางเรื่องราวของตัวละครให้ผสมผสานกับความเป็นจริงได้อย่างแนบเนียน มีสุขให้ดื่มด่ำ มีทุกข์ให้ไถ่ถอน

เหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะในชีวิตจริง เธอเคยลงทุนลงแรงแก้ทุกข์ที่ต้องเผชิญในช่วงหนึ่งๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่น้อยไปกว่าที่ได้ชื่นฉ่ำกับความสำเร็จในการทำงาน

"มันเป็นทุกข์มาราธอน ที่เกือบเรียกได้ว่ายุ่งยากใจตลอดเวลาที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนที่"

แต่เธอก็ได้ก้าวผ่านการเดินบนเส้นทางแห่งทุกข์มาได้สำเร็จ

ดับ "ร้อน" ให้ "เย็น" ได้ ด้วยวิถีแห่ง "พุทธ"



"พุทธ-เป็นศาสนาที่มีคุณค่าต่อดิฉันสูงมาก"

พิสูจน์ได้จากการดำเนินชีวิตที่ผ่านมายาวนานถึง 70 ปี

"ดิฉันยึดศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักในการใช้ชีวิต สมาธินี่คือเราต้องควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดี เลยไปถึงเข้าใจผู้อื่น สามารถสร้างสรรค์ชีวิตตนเองให้ไปสู่ที่ที่มีความสุขและงอกงาม ศีลจะทำให้เรารู้จักระมัดระวังในการปฏิบัติตัว ส่วนปัญญาคือเราจะทำอย่างไรให้เนื้องานของเรา และวิถีชีวิตของเราราบรื่นที่สุด มีความสุขที่สุด ทำให้เรายืนอยู่ได้โดยไม่โงนเงน ไม่ล้มจนลุกไม่ขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้สำคัญมาก"

พร้อมทั้งย้ำต่อไปว่า

"โดยเฉพาะปัญญาที่จะทำให้เราคิดตกในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ทำให้มีเหตุมีผลมีข้อสรุป ถ้าใช้ปัญญาแก้ปัญหา ความทุกข์ ความกังวล มันจะค่อยๆ ลดระดับ แล้วเราจะใช้ช่องว่างตรงที่กำลังลดระดับรักษาใจของเราได้ คือใช้ช่วงนั้นจัดการกับสิ่งที่ตกค้างอยู่ ว่า ทำอย่างไรสิ่งที่ตกค้างอยู่นี่จะหมดไป"

ทั้งหมดนี้มาจากพื้นฐานของชีวิตตั้งแต่เด็ก

"สมัยเรียนหนังสือพ่อแม่และโรงเรียนก็หล่อหลอมให้ออกมาอยู่ในระเบียบวินัย ไม่ถึงกับสอนธรรมะเข้มข้น แต่เหมือนกับจะรู้กันอยู่ว่าอะไรควรหรือไม่ควรปฏิบัติ ไม่อยากบอกว่าเข้าใจธรรมะดีมาก แต่คิดว่าเข้าใจพอสมควรว่า ในหลักศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาแห่งนามธรรมนี้ เราจำเป็นจะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง คิดให้แตกด้วยตนเองทุกอย่างที่จะพ้นทุกข์ก็คือการปลดและเปลื้อง ปลดทิฐิ เปลื้องอัตตา ไม่ใช่พึ่งอภินิหารใดๆ ทั้งสิ้น"

"ดิฉันปฏิบัติตัวตามแนวทางของพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ศีล 5 นี่จะซึมอยู่ภายในตัวตนเรามาโดยตลอด แต่ในบางครั้งบางคราวก็อาจจะพลาดพลั้งไปได้ ถือเป็นชะตากรรม เพราะเหตุการณ์บางเรื่องที่เกิดขึ้นบางทีเราก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด"

ชะตากรรมนั้นก็คือการผลัดเปลี่ยน "ชีวิตคู่" ที่ผู้คนรอบข้างไม่เข้าใจ

"เมื่อรู้สึกว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิตแล้ว จะยึดหลักว่าต้องตั้งสติให้ได้ ให้รู้ว่าเราควรจะทำอย่างไร ควรจะทำใจและวางตัวไว้ตรงไหนในยามที่ทุกข์มาถึงตัว

ก่อนอื่นก็คือต้องคิดให้มาก พูดให้น้อย เพราะว่าบางทีคำพูดอาจนำไปสู่ความยุ่งยากได้เหมือนกัน

หรือไม่ใช่ว่าพอทุกข์แล้วฟุ้งซ่าน กระโจนออกไปทำเรื่องราวอะไรที่มันไม่ควรทำซ้ำเข้าไปอีก เช่น ทุกข์แล้วออกไปกินเหล้า ไปเที่ยวกลางคืน เท่ากับผูกปมทบปมเก่าเข้าไปอีกปมหนึ่ง ทำให้แก้ยากเข้าไปอีก

เวลาที่ดิฉันมีทุกข์ และวิกฤตถึงที่สุด จะเก็บตัวจะไม่เสี่ยงก่อเรื่องใหม่ๆ ขึ้นอีก อย่างน้อยจะต้องสะสางเรื่องให้ให้จบก่อน ให้จบแบบแล้วใจเลยว่า เรื่องนี้จบแล้วนะ ไม่สมัครใจปล่อยให้เป็นหนามยอกอกอยู่อย่างนั้น"

"เมื่อมีปัญหาเข้ามาก็ต้องคิดให้ตก ว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ทำ ต้องพยายามแก้ไขสถานการณ์ทีละเปลาะ ถ้าเราเป็นผู้ทำก็ต้องแก้ไข ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ แล้วมันจะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง ปมที่เคยคิดว่าเป็นปมมันจะคลายออกไป แม้จะใช้เวลาบ้าง ก็ต้องยอม ขอให้เราแก้ให้ถูกทางเท่านั้น หากยังแก้ไม่ได้อีกก็ปล่อยไปก่อน แต่ต้องไม่ก่อเรื่องเพิ่มขึ้นมา"

"เรื่องหนึ่งๆ อาจใช้เวลานานหลายปี แต่ก็ต้องยืนหยัดแก้ด้วยตัวของเราเองจนเรียบร้อย ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ต้องแก้ให้ได้ ให้สำเร็จ นี่คือทฤษฎีที่ผ่านการปฏิบัติมาเรียบร้อยแล้ว และได้ผล"

ในขั้นตอนการปฏิบัติที่ผ่านมา ที่ กฤษณา อโศกสิน ใช้ธรรมะเป็นกุญแจไขสิ่งต่างๆ ได้ลุล่วง

เธอเล่าให้ฟังว่า

"อย่างน้อยเราต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงของชีวิต ต้องยอมรับความจริงว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว คิดดูว่าใครผิด ใครถูก ถ้าเราผิดก็ต้องยอมรับว่าเราผิด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะผิดทั้งสองฝ่าย ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมรับ เราก็ต้องเป็นฝ่ายยอมเพื่อใครบางคนหรือหลายคน"

ตัวตนของแต่ละคนนั้นคืออุปสรรคอย่างหนึ่งของการยอมรับ

"คนทุกคนมีอัตตา การข่มอัตตาให้ได้ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง จะสำเร็จหรือไม่เพียงไร ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ถ้าสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ก็ช่วยได้มาก คือทุกวันที่ผ่านไป จะสำรวจตัวเองว่าทำอะไรผิด พูดอะไรผิด คิดอะไรผิด แรงเสียดทานของอัตตาที่พุ่งขึ้นมามันจะค่อยๆ น้อยลง"

เรื่องแบบนี้แม้คิดตกแล้วใช่ว่าจะทำได้ทันทีทันใด

"เป็นสิ่งที่ฝึกมากพอใช้ เพราะบางทีคนที่อ่านหนังสือธรรมมะมากมาย ก็ยังทำไม่ได้ จึงต้องหมั่นฝึกจิตด้วยตนเอง คือก่อนจะยอมรับความจริงทั้งหลายทั้งปวงได้ว่า สิ่งนี้คืออย่างนี้ นั้นคืออย่างนั้น มันไม่ได้งดงามเหมือนจินตนาการหรอกนะ เราก็มักจะเจ็บปวดก่อนเสมอ เพราะคนเรามีอัตตาอยู่"

"ดิฉันอาจจะไม่ต้องฝึกมากเท่าไร อาจจะเพราะอาชีพนักเขียนนี้คือการฝึกสมาธิทางอ้อมอยู่แล้ว โดยปกติก็มักจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์งานอยู่เสมอ มันก็เลยเป็นเหมือนแบบฝึกหัดที่ฝึกเรามาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวก็อาจจะมีคนวิจารณ์ ซึ่งถ้าเป็นธรรมก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันใช่"

เธอจึงได้บทสรุปว่า

"การยอมรับบางส่วนที่ไม่น่ายอมรับ แต่เรายอมรับได้ ตรงนี้สำคัญ"

จากบทเรียนชีวิตทำให้เธอตระหนักอยู่เสมอว่า

"ส่วนใหญ่ทุกวันนี้จะระวัง ก็อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน แต่ก็ดีใจที่เมื่ออายุเลย 60 มาแล้ว ชีวิตมีความสุขมากกว่าก่อนหลายเท่า"



เมื่อ "จัดการ" ชีวิตส่วนตัวได้ตามครรลองแล้ว ในการทำงาน กฤษณา อโศกสิน ก็มีวิธี "บริหาร" งานแบบพุทธเช่นกัน

"ในสมัย 20 กว่าปีก่อน เวลาเขียนหนังสือทุกข์ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ดิฉันเป็นคนที่มีสองโลกอยู่ในตัว ถ้านั่งโต๊ะหนังสือแล้วเราไม่ทุกข์สุดขีดในขณะนั้น ก็จะวางความทุกข์ไว้ได้ จะพ้นจากโลกนั้น แล้วไปอยู่ในโลกของการเขียน"

โดยมีความรักตัวละครเป็นแรงจูงใจ

"ความรักในตัวละครเป็นแรงผลักดันให้อยากทำงานแปลกๆ ยากๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดถึงความเหนื่อยยาก เรียกว่าเลือกเองที่จะเหนื่อย เลือกเองที่จะยาก ใช้ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ครบถ้วน"

นั่นคือ พอใจในงานที่ทำ มีความพยายาม ความอดทนที่จะทำไปเรื่อยๆ กระทั่งมีใจผูกพัน ฝักใฝ่ มีความสนใจอยู่เสมอ พร้อมกันนั้นก็ทบทวน ตรวจสอบให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในการใช้ชีวิตตลอดมาจะมีความแน่วแน่หรือมีจิตเพ่งอยู่กับงานเขียนเป็นอย่างยิ่ง

"ดิฉันจะระมัดระวัง ไม่ออกไปหาตัวแปรที่จะมาทำลายชีวิต ไม่ไปร่วมกิจกรรมอะไรที่ทำให้การเป็นนักเขียนเบี่ยงเบนไป คือ ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่ไปกู้ยืมเงินใคร ใจทั้งหมดอยู่ที่งาน"

เมื่องานสำเร็จ ยังมีขั้นตอนที่ต้องติดต่อกับบุคคลอื่นอีก คือ บรรณาธิการ

"ก็ยึดหลักไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในการทำงานนั้นเรื่องการส่งต้นฉบับ ก็จะไม่ช้า จะไปไหนจะส่งล่วงหน้าไว้ให้เรียบร้อย เพราะถือว่า ถ้าเราไม่รับผิดชอบ จะทำให้เขากระวนกระวายเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นอย่างหนึ่ง"

ขอทำงานแข่งกับตัวเองเท่านั้น เธอกล่าวถึงตรงนี้พร้อมหัวเราะๆ ว่า "ดิฉันพยายามเป็นสัตว์โลกที่ฝึกได้"

แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นไปตามวิถีที่เธอได้รับในปัจจุบัน


ในวัยปลายชีวิตทุกวันนี้สิ่งที่ปรารถนาเป็นที่สุดของ กฤษณา อโศกสิน คือ "อยู่เย็นเป็นสุข" ซึ่งเธอได้มาแล้วด้วยการประพฤติตัวตามธรรม ที่เธอเห็นว่าควรเน้นก็คือ ศีล 5

ถ้าจะถามถึงเรื่องอื้อฉาวในสังคมพุทธแบบเมืองไทยตามที่เห็นและเป็นอยู่ เธอไม่นำมาเป็นธุระในใจให้ศรัทธาเสื่อมคลาย

"ดิฉันไม่ยึดติดในพระสงฆ์รูปใด แต่ก็มีความเคารพในพระอริยสงฆ์ทุกรูป จึงไม่เน้นที่พระสงฆ์ หรือวัด เพราะรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจดิฉันตลอดเวลาอยู่แล้ว เราได้ใช้ธรรมะของพระองค์บ่มใจเราตลอดเวลา ข้อสำคัญก็คือ ดิฉันยังรักความเป็นปุถุชนที่อยู่ในกฎ กติกา มารยาท มากกว่าจะพาตัวไปเข้าเงียบ เพราะยังไม่พร้อมที่จะทำ"

ได้รู้รสพระธรรมด้วยตนเองแล้ว เธออยากบอกผู้อื่นต่อว่า

"อยู่ตรงไหนก็ได้บนแผ่นดินนี้ ถ้าพึ่งตนเองได้ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น พร้อมกันนั้นก็แบ่งปันบางสิ่งให้ผู้อื่นตามสมควร"


*พระพุทธเจ้าในสายตานักปราชญ์โลก : พระศรีปริยัติโมลี


มติชนสุดสัปดาห์
วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1196
หน้า 43


ต่อย [ 2003-08-02 00:00:00 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43