จอหมายถึงชูวิทย์จดหมายถึงชูวิทย์
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ถึง วิทย์ เพื่อนร่วมอาชีพ
ไอ๊หยา ลื้อทำให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยพังไปหมดเสียแล้ว
อั๊วเข้าใจดีว่า ลื้ออยู่ในจุดที่ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอด ลื้อมีไพ่ใบสุดท้าย คือล้างมือจากอาชีพนี้ไปเด็ดขาด แต่อั๊วกับพวกเราอีกมากไม่มีไพ่ใบนี้นะเฟ้ย
ถึงยังไงก็ต้องมี "ระเบียบ" อะไรสักอย่างค้ำประกันการทำมาหากินของเราบ้าง และ "ระเบียบ" อันนั้นถูกลื้อทำให้ปั่นป่วนไปจนหมดแล้ว
ปั่นป่วนอย่างไรหรือ คิดอย่างนี้ก็แล้วกัน ในช่วงนี้ไม่มี "เพื่อนๆ" ของเราจากโรงพักไหนมาเยี่ยมเยือนเลย อีไม่ครั่นเนื้อครั่นตัวพอจะมาอาบน้ำ เอาละ ไม่อาบน้ำก็ไม่เป็นไร พนักงานจะได้ไม่บ่น แต่พวกอีไม่แม้แต่จะหิวข้าวหิวเหล้าพอที่จะมาดื่มมากินในคาเฟ่ของเราด้วย
อย่างงี้ลื้อจะหนาวมะ? อั๊วกับพวกเราหนาวฟ่ะ หนาวสั่นเลย เพราะครั้งหน้าที่ "เพื่อนๆ" เราโผล่เข้ามา อาจมาเป็นกองทัพ จับการค้าประเวณีได้คาหนังคาเขาเกือบทุกห้อง มีแบงก์พันแบงก์ห้าร้อยที่ทำเครื่องหมายไว้เรียบร้อยเป็นหลักฐานหมดแล้วจะเหลืออะไร สั่งปิดได้ทันทีใช่ไหม ทำตามกฎหมายเป๊ะเลยด้วย เพียงแต่เป็นกฎหมายที่ไม่เคยมีการบังคับใช้เท่านั้น
ไหนจะจำนวนห้องเกินใบอนุญาต ไหนจะสภาพความปลอดภัยและสุขลักษณะของที่ทำงาน ไหนจะพนักงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง ไหนจะเด็กอายุต่ำกว่า 18 ไหนจะน้ำบาดาลที่แอบสูบ ไหนจะโฮ้ย สารพัดเรื่อง อั๊วยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า กางเกงที่อั๊วสวมมาทำงานนั้นมันอาจผิดกฎหมายข้อใดข้อหนึ่งก็ได้
แล้วสิ้นปีนี้อั๊วจะต่อใบอนุญาตได้มั้ยเนี่ย
มันเคยมีราคาซึ่งอั๊วก็ยินดีจ่าย อย่างเดียวกับที่ลื้อก็ยินดีจ่าย อันที่จริง กฎหมายทุกข้อล้วนมีราคาของมันทั้งนั้น และราคาทำให้เกิด "ความเป็นระเบียบเรียบร้อย" แปลว่าอั๊วกับลื้อสามารถนำมันมาคิดในต้นทุนได้อย่างชัดเจนแน่นอน ซ้ำยังเป็นธรรมพอสมควรด้วย เพราะใครๆ ในธุรกิจนี้ก็ต้องเสียเหมือนกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันกี่มากน้อย ถึงลื้อจะไปเอาผู้ใหญ่มาถือหุ้น แต่การถือหุ้นนั้นเองก็เป็นราคาอย่างหนึ่งซึ่งต้องเสีย จึงถือว่าเจ๊ากันไป ไม่ได้เปรียบพวกเรามากนัก
ทำธุรกิจอะไรก็ต้องคิดต้นทุนได้ถูกทั้งนั้น ไม่อย่างนั้น เราจะตั้งราคาขายอย่างไร เหนือไปกว่านั้นก็คือ ลื้อคาดได้หมดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในธุรกิจของลื้อ เสียเท่านี้ได้เท่านี้ ลื้อรู้อยู่แล้ว เมื่อรู้เสียแล้ว ลื้อก็วางแผนได้ว่าจะลงทุนอีกเท่าไร หรือจะถอนทุนหนีเมื่อไร
นี่ละเฟ้ย ที่เขาเรียกว่าตลาดเสรีที่ปล่อยให้เราแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ตลาดเสรีที่ไหนๆ ก็ต้องการระเบียบที่ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ากฎหมายไม่เป็นระเบียบให้ได้ ส่วยก็เข้ามาทำหน้าที่อำนวยระเบียบให้แทน เรามันคนค้าขาย ต้องการระเบียบในตลาด จะเป็นระเบียบที่เกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือระเบียบที่เกิดจากส่วย ก็ไม่แปลกอะไร เซ็งลี้ได้เท่าๆ กัน
อันที่จริง อั๊วก็พูดเกินไปหน่อย มันเซ็งลี้ได้ไม่เท่ากันจริงหรอก คืออย่างนี้นะวิทย์ ลื้อไม่ได้เกิดในวงการ ส่วนอั๊วอยู่ในวงการนี้มาแต่รุ่นเตี่ย อั๊วได้เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ธุรกิจของเราก็เป็นอย่างนี้ตลอดมา คือวนเวียนอยู่ในอ่างกับขอบอ่างนี่แหละ ถ้าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับขอบอ่าง เช่น ตู้กระจกที่หรูขึ้น, การแต่งกายที่ยั่วเสือป่าได้มากขึ้น, และเทคนิคต่างๆ ที่เสริมเข้าไปในกิจกรรมขอบอ่าง ก็เท่านั้นเอง
ทั้งนี้ เพราะระบบส่วยต้องอาศัยเส้นสาย และสั่งสมประสบการณ์หรือพูดแบบพวกเราคือความเขี้ยว จึงช่วยกีดกันคนหน้าใหม่ไม่ให้โผล่มาแข่งขันได้จริงถึงจะมีบ้างเช่นคนอย่างลื้อ ก็เป็นจำนวนน้อยเท่านั้น การปรับเปลี่ยนธุรกิจไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี หามุมใหม่ หาจุดขายใหม่ หาลูกค้ากลุ่มใหม่ ฯลฯ จึงไม่มี พูดแบบให้ฟังดูขลังๆ นะวิทย์ ธุรกิจอะไรก็ตาม จะพัฒนาได้ก็ต้องมีระเบียบของระบบกฎหมาย โดยเนื้อแท้แล้ว ระเบียบของระบบส่วยขัดขวางการพัฒนาของธุรกิจ
แต่นั่นเป็นธุระของนักการเมือง ไม่ใช่พวกเรา และอั๊วไม่เคยคิดเล่นการเมือง เพราะซื้อเอาถูกกว่า นอกจากนี้ ดีเสียอีกที่ธุรกิจไม่พัฒนา ไม่อย่างนั้น พวกเราก็อาจถูกคนหน้าใหม่ดันออกไปจากวงการแล้ว
พูดตามจริง อั๊วก็เป็นพ่อค้า และพ่อค้าที่ไหนก็ไม่อยากเอาเงินของตัวไปจ่ายส่วยทั้งนั้น แต่ระบบส่วยหรือคอร์รัปชั่นในเมืองไทยนั้นมันกินลึกเข้าไปถึงเนื้อหนังกระดูกและเส้นเอ็นของสังคมแล้ว ลื้อคนเดียวหรือนายกรัฐมนตรีคนเดียวแก้ไม่ได้หรอก ยิ่งคิดแก้แบบลื้อคือเล่นปาหี่กันกลางเมือง คือเปิดเวทีรายวัน หรือย้ายตำรวจกันสนั่นโรงพัก มันก็ปาหี่เหมือนๆ กัน และแก้การคอร์รัปชั่นที่หยั่งรากลึกอย่างนี้ไม่ได้
อั๊วจะยกตัวอย่างให้ดูนะ ระหว่างการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและเที่ยงธรรมกับการจ่ายส่วย อั๊วในฐานะที่ทำธุรกิจอาบนวด อั๊วขอเลือกการจ่ายส่วยฟ่ะ เพราะอะไรหรือ? ก็ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามาใช้บริการเพื่อซื้อประเวณี ถ้าอั๊วไม่เป็นฝ่ายจัดหาให้แล้วอั๊วจะอยู่ในธุรกิจนี้ได้อย่างไร ขืนใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและเที่ยงธรรม เราก็เจ๊งกันหมดเท่านั้น
แล้วก็อย่างที่ลื้อว่านั่นแหละ เด็กๆ อีกหลายพันหลายหมื่นคนซึ่งอยู่ในอาชีพค้าประเวณีนี้จะทำอย่างไร ยิ่งถ้าย้อนกลับไปดูถึงบ้านช่องและก้นครัวของเด็กเหล่านั้น ก็จะเห็นตีนที่ถีบเด็กเหล่านั้นมาร่วมมือกับพวกเราในการทำผิดกฎหมาย อั๊วได้ยินมาว่า ถ้ามองลึกลงไปกว่าก้นครัว ก็จะเห็นการทำลายระบบนิเวศ, วัฒนธรรมและระบบศีลธรรมของพวกอีเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งทำสืบต่อมาหลายสิบปีด้วยนโยบายพัฒนาของรัฐ
ลื้อจะเห็นได้ว่า การคอร์รัปชั่นนั้นมันแยกไม่ออกจากนโยบายพัฒนา แยกไม่ออกจากสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม อั๊วไม่มีความรู้พอจะบอกได้ว่า เราควรเขียนกฎหมายค้าประเวณีกันใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงดี หรือเราควรจะปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนา เพื่อทำให้อีเด็กๆ เหล่านี้มีโอกาสในชีวิตชนบทของตัวดี
แต่ที่อั๊วรู้แน่ๆ ก็คือ ปาหี่ของลื้อและปาหี่ของรัฐบาล ไม่มีทางตัดวงจรคอร์รัปชั่นในเนื้อเยื่อของสังคมไทยได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ลื้อก็คงเห็นแล้วว่า นโยบายพัฒนาซึ่งใช้ในเมืองไทยมานานนั้น ได้สร้างผลประโยชน์ปลูกฝังไว้กับคนหลายกลุ่ม ลื้อจะขายโทรศัพท์มือถือเป็นเข่งๆ อย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้นโยบายพัฒนาแบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่นั้นนะเฟ้ย หมอ, พยาบาล, เซลส์, นักโฆษณา, สื่อ, ลื้อกับอั๊ว หรือคนชั้นกลางไทยทั้งหมดนั่นแหละล้วนมีผลประโยชน์ปลูกฝังอยู่ในนโยบายพัฒนาแบบนี้ทั้งนั้น แม้แต่ที่พวกอีชอบพักผ่อนหย่อนใจกับอีเด็กๆ ของเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ปลูกฝังเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง ลื้อกับอั๊วก็รู้พอๆ กันว่าศัตรูตัวฉกาจของคอร์รัปชั่นคือความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ที่จริงสองอย่างนี้คือเรื่องเดียวกัน เพราะโปร่งใสหมายถึงการที่คนนอกสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นการดำเนินงานของหน่วยงานได้ จะมองทะลุได้ก็ต้องมีส่วนร่วมจริงๆ คือไม่ใช่ร่วมแบบไม้ประดับ แต่ร่วมพอที่จะเจาะซอกซอนเข้าไปรู้เห็นการดำเนินงานได้หมด
อย่างเช่น ก.ตร.นั้น เอาคนนอกเข้าไปนั่งร่วมด้วยมากๆ ได้ไหม มี ส.ส.จากฝ่ายค้านสักคนหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลสักคนหนึ่ง มีอัยการและผู้พิพากษาสักอย่างละคน, มีผู้พิพากษาศาลปกครองสักคน, มีกรรมการสิทธิสักคน, มีสื่อมวลชนสักสองสามคน มีองค์กรภาคประชาชนอีกสองสามคน อะไรทำนองนี้ นอกจากนั้นแล้วก็มีสำนักงานที่มีอำนาจและสมรรถภาพที่จะเจาะเข้าไปดูการดำเนินงานต่างๆ ของตำรวจได้ ตั้งแต่ระดับหยาบๆ ไปจนถึงระดับละเอียด ก.ตร.จึงไม่ได้ทำงานเฉพาะการบริหารงานบุคคลอยู่ห่างๆ แต่เข้าไปช่วยดูและตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ได้กว้างขวางกว่านั้น
ถ้าทำได้อย่างนั้น ลื้อกับอั๊วก็ไม่รู้จะจ่ายส่วยที่ใคร ถึงรู้ก็คงมีมูลค่ามากเกินกว่าจะจ่ายได้หวาดไหว
ตรงกันข้ามกับที่คนอื่นๆ เข้าใจ คอร์รัปชั่นเป็นมิตรสนิทของซีอีโอ แม้แต่ได้ซีอีโอที่ไม่กินส่วยก็เกินความสามารถของบุคคลที่จะเข้าตรวจสอบควบคุมระบบส่วยที่สลับซับซ้อนและกินลึกอย่างนี้ได้ ซีอีโอทำอะไรต่อการคอร์รัปชั่นได้เท่ากับลื้อ คือแสดงปาหี่เท่านั้น
ระหว่างที่การแสดงปาหี่ยังดำเนินต่อไปนั้น ความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็หายไปเสียด้วย ระบบกฎหมายก็ไม่เกิด ระบบส่วยก็รวนเร
อั๊วจึงอยากขอร้องให้ลื้อจบปาหี่ของลื้อเสียที
รัฐบาลอีจะได้เข้าโรงไปได้บ้าง
แล้วอั๊วกับพวกเราก็จะได้ทำมาค้าขายใน "ความเป็นระเบียบเรียบร้อย" ของระบบส่วยเป็นปกติสืบไป
จากเพื่อนร่วมอาชีพแต่ไม่ร่วมอุดมการณ์ฮอลล์ [ 2003-09-30 00:00:00 ]
|