บทความ - 00118 : เรื่องของหมาที่น่าคิด

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

เรื่องของหมาที่น่าคิด

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1224

อาหารสมอง

วีรกร ตรีเศศ VARAKRON@DPU.AC.TH

เรื่องของหมาที่น่าคิด

คอลัมน์นี้ตั้งใจจะนำเรื่องแปลกๆ ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมานำเสนอในแง่มุมของเศรษฐศาสตร์บ้าง สังคมวิทยาการเมืองและอื่นๆ บ้าง ดังนั้น จึงยังขอไม่เขียนถึงเรื่องไข้หวัดนกที่ฮิตอยู่ในตอนนี้ (ขอนำเสนอบางประเด็นของเรื่องนี้ใน "เครื่องเคียงอาหารสมอง") แต่จะขอเขียนเรื่องหมาแทน

ความเก่งกาจของสุนัขในโทรทัศน์ไม่ว่าจะเป็น รินตินติน แลสซี่ และความรักในยอดสัตว์เลี้ยงเผ่าพันธุ์นี้ของมนุษย์ ทำให้เราคาดหวังจากมันมากเกินไปจนทำให้มนุษย์ด้วยกันเองอาจได้รับความอยุติธรรมอย่างไม่ตั้งใจ ผมกำลังพูดถึงการไว้ใจความสามารถในการดมกลิ่นของสุนัขในการจับคนมาลงโทษ

มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษแตกต่างกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะชอบที่จะปรับสิ่งแวดล้อมข้างนอกให้มารับใช้ตนเองมากกว่าปรับตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ตัวอย่างเช่น จับสัตว์มาใช้งานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจแทนที่จะปรับตนเองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ฆ่าทำลายเพียงเพื่อความอยู่รอด (ไม่ใช่ฆ่าทำลายเพื่อความสนุก เอาหัวหรือหนังมันมาประดับฝาบ้าน) และเป็นเพื่อนกับสรรพสัตว์ที่ไม่ฆ่าฟันกินกัน

มีการจับม้า จับช้าง จับลิงมาทรมาน ตากแดดตากฝนจนสปิริตแห่งความเป็นสัตว์อิสระถูกทำลาย หมอบราบคาบแก้วยอมเป็นทาสรับใช้มนุษย์

สำหรับหมานั้นวิวัฒนาการของการเข้ามาอยู่ในบ้านมนุษย์ อาจแตกต่างออกไป ในตอนแรกเริ่มอาจเข้ามาอยู่ใกล้มนุษย์เพื่อหาอาหาร อาจมีการเอาลูกมันมาเลี้ยงและพัฒนาเป็นสัตว์เลี้ยงในที่สุด กระบวนการนี้มีมาอย่างน้อยนับพันปีแล้ว เพราะในรูปภาพข้างฝาของอียิปต์โบราณก็มีหมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน

สิ่งพิเศษของหมานอกเหนือจากความซื่อสัตย์กตัญญูแล้ว (ไม่ว่านายจะเป็น "คนรวย" หรือ "คนเคยรวย" นั้นไม่สำคัญสำหรับหมา ซึ่งต่างไปจากสัตว์สองขาบางเผ่าพันธุ์) ก็คือความสามารถในการดมกลิ่น ในจมูกของหมามีเซลล์รับกลิ่น (OL FACTORY RECEPTOR CELLS) มากกว่าสัตว์อื่นๆ เชื่อว่ามีประมาณ 250 ล้านเซลล์ ในขณะที่มนุษย์นั้นมีอยู่แค่ 5 ล้านเซลล์เท่านั้น

พูดอีกอย่างว่าหมามี "เครื่องมือ" ที่รับกลิ่นสูงกว่ามนุษย์ถึงกว่า 40 เท่าตัว

ตาของหมาก็เป็นเลิศในการสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว เคยมีการทดลองให้เจ้าของหมายืนห่างหมา 100 เมตร โดยยืนนิ่งๆ หมาจะมองไม่เห็น แต่ถ้าเคลื่อนไหวร่างกายเร็วๆ แล้ว ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลเกือบ 1 ไมล์ ตาหมาจะเห็นทันที

นอกจากนี้ตาของหมาสามารถมองเห็นได้ถึง 250 องศา คือมองเห็นข้างหลังเป็นบางส่วน ในขณะที่มนุษย์มีความสามารถในการมองเห็นเพียง 180 องศา คือเฉพาะข้างหน้าทั้งหมดเท่านั้น

ในเรื่องการมองเห็นสีของหมานั้นแต่เดิมเชื่อกันว่า โลกของหมาคือสีขาวดำ ปัจจุบันมีงานวิจัยซึ่งแสดงให้เห็นว่าหมาเห็นสีเหมือนกัน แต่ไม่ได้เห็นเต็มทุกสีเหมือนตามนุษย์

ตาหมามีความเป็นเลิศในการมองเห็นสีขาวและดำ โดยเฉพาะในเวลาสลัวๆ ตอนพระอาทิตย์ขึ้นและตก



มนุษย์มีความสุขจากการเห็นสิ่งต่างๆ เพียงไร หมาก็มีความสุขจากการได้ดมสิ่งต่างๆ เพียงนั้น ในโลกของหมา ความสุขของมันก็คือ การได้กลิ่นจากการดมสรรพสิ่ง (ท่านอาจบอกได้ว่าไม่เห็นด้วย เพราะก็เห็นมันมีความสุขจากการผสมพันธุ์เช่นกัน ผมก็หักล้างท่านไม่ได้ เพราะยังไม่เคยเป็นหมา หรือเคยสัมภาษณ์มัน) รวมทั้งชอบดมบางส่วนของร่างกายท่านด้วย

หมาแปลกหน้าเวลาพบกันต่างจะดมบั้นท้ายซึ่งกันและกัน (อย่าเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นว่ามันพิศวาสกันเสมอไปนะครับ) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเปรียบเสมือนมันกำลังพลิกดูภาพหน้าหมาตัวที่พบในความทรงจำของมัน ทั้งนี้เพราะหมาแต่ละตัวจะมีกลิ่นเฉพาะของมันที่ออกมาจากบริเวณรอบทวารหนัก ซึ่งมีต่อมที่ปล่อยกลิ่นอยู่นับไม่ถ้วน แต่ละตัวจะมีส่วนผสมของกลิ่นจากต่อมทั้งหลายแตกต่างกันออกไป

ดังนั้น จึงมีความพิเศษของกลิ่นเฉพาะตัว การดมกลิ่นบั้นท้ายก็คือการจำ ID ซึ่งกันและกัน หรือให้รู้ว่าใครเป็นใครนั่นเอง

ในการเอาหมามาใช้งานนั้น การใช้หมาดมเพื่อหาหลักฐานและหาคนผิดมีมากที่สุดในหลายประเทศตะวันตก ศาลในเกือบทุกรัฐในสหรัฐอเมริกายอมรับผลจากการใช้สุนัขดมเป็นหลักฐานในศาลด้วย เช่น ดมพยานวัตถุหลักฐานและตามไปหาเจ้าของดังกรณีของการข่มขืนหรือขโมยของ เช่นให้ผู้ต้องสงสัยเข้าแถวแล้วใช้สุนัขดมเพื่อชี้คนผิด

การเข้าแถวพิสูจน์กลิ่นนี้มีในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ ค.ศ.1923 โดยให้สุนัขดมวัตถุหลักฐานเช่นเสื้อผ้าสิ่งของใช้ที่ผู้กระทำผิดทิ้งไว้ และเอามาจับคู่กับกลิ่นของผู้ต้องสงสัยในแถว วิธีการนี้ส่งคนเข้าคุกมามากต่อมาก และดูจะเป็นวิธีการที่คณะลูกขุนยอมรับ

อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยสมัยใหม่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ในการดมของสุนัขที่ได้รับฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมนั้น ใน 100 กรณีมีโอกาสพลาดถึง 30-40 กรณี

นักวิชาการสุนัขออกมาให้หลักฐานสนับสนุนความผิดพลาดในการดมของสุนัขกันมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรณีเข้าแถวพิสูจน์ แต่ศาลดูจะติดยึดอยู่ในวิธีการเก่า เพราะถูกอิทธิพลจากความเชื่อในความเก่งของสุนัขในวัฒนธรรมและอิทธิพลของความรักในสัตว์เลี้ยงพิเศษนี้ครอบงำ

นักวิชาการเหล่านี้เชื่อว่าการดมของสุนัขมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ควรใช้ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อค้นหาความจริงและหาหลักฐานประกอบ มากกว่าเอาความสามารถในการดมของสุนัขมาเป็นหลักฐานในศาล เพราะอาจก่อให้เกิดความอยุติธรรม

สุนัขเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึกและเอนเอียงได้เช่นเดียวกับมนุษย์



มีหลักฐานว่า ผู้จูงสุนัขขณะไปดมมีอิทธิลต่อการตัดสินใจของสุนัข เพราะเพียงแรงกระตุกเบาๆ จากสายที่โยงกับปลอกคอไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มีผลต่อการตัดสินใจของสุนัข

สุนัขเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณเอาใจผู้เป็นนายหรือเจ้าของอยู่แล้วจึงถูกอิทธิพลดังกล่าวได้โดยง่าย

นอกจากนี้มีหลักฐานว่า ผู้จูงบางคนถูกติดสินบนคอร์รัปชั่นจนทำให้หลักฐานเชื่อถือไม่ได้ มีคดีที่ตำรวจส่งผู้จูงหรือเจ้าของ (มีบริษัทรับจ้างเช่าสุนัขดมหาหลักฐานในต่างประเทศ) เข้าคุกไปอยู่เป็นเพื่อนผู้ถูกดมอย่างผิดและถูกมาแล้ว คงวาดภาพได้ว่ามันจะสนุกขนาดไหนในคุก

ผู้เชี่ยวชาญสุนัขบอกว่า สุนัขมีความสามารถในการดมกลิ่นสารเคมีได้ดีกว่ากลิ่นผัก ผลไม้ หรือดอกไม้ ดังนั้น งานดมของสุนัขในเรื่องพิสูจน์กับระเบิด วัตถุระเบิด ยาเสพติดสารพัดประเภท จึงเหมาะสมกว่าการดมพิสูจน์ผู้กระทำผิดจากแถว

โชคดีที่บ้านเราไม่มีการเอาผลงานจากการดมของสุนัขเป็นหลักฐานในศาล ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากวัฒนธรรมของเรายังเห็น "หมาเป็นหมา" ไม่รักและเชื่อมั่นสูงส่งดังบางวัฒนธรรม จนอาจทำให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นได้

เรื่องนี้ ความผิดไม่ได้อยู่ที่หมา แต่อยู่ที่การไม่รู้จักใช้หมาอย่างเหมาะสม จนทำให้หมาดีๆ ต้อง "เสียหมา" เพราะคาดหวังจากมันเกินกว่าความสามารถที่แท้จริงของมัน

ถึงแม้จะมีมนุษย์พิเศษมีความสามารถในการดมได้ดีกว่าหมา ผมก็เชื่อใจหมามากกว่าครับ เพราะหมามันฉ้อฉล คดเคี้ยวไม่เป็น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



เครื่องเคียงอาหารสมอง

โลกตะวันตกกำลังจับตามองโรคไข้หวัดนก (BIRD FLU หรือ AVIAN FLU) จากเอเชียอย่างหวาดระแวง เพราะเกรงว่ามันอาจกลายเป็นโรคระบาดใหม่ที่ฆ่าคนตายได้เป็นล้านคนเหมือน SPANISH FLU เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อเกือบ 90 ปีมาแล้ว

ชื่อโค้ดของ BIRD FLU ก็คือ H5N1 (เป็นชนิดย่อยของไข้หวัดใหญ่ ประเภท A ไวรัส) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ก่อนหน้าปี 1997 เชื่อว่า H5N1 เป็นโรคระบาดเฉพาะในสัตว์ปีกเท่านั้นไม่ติดมาถึงคนได้

ในปี 1997 มันก็โดดข้ามสปิชี่ได้ ฆ่าคนในฮ่องกง 6 คน และติดเชื้อ 12 คน ที่ตายส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อัตราการตายคือร้อยละ 33 อีก 2 ปีต่อมาไวรัสสายพันธุ์เดียวกันคือ H9N2 ก็ฆ่าคนไปอีก 2 คน และอีก 1 คนในเดือนธันวาคม ปี 2003

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 เจ้า H5N1 ก็ออกอาละวาดในจีนแผ่นดินใหญ่ติดกับฮ่องกง ตาย 1 ติดเชื้อ 2 ต่อมาก็ตายอีก 3 คนด้วย H5N1 ในเวียดนาม และต่อมาก็ระบาดไปญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และเชื่อว่าลามไปถึงเขมร ไต้หวัน และอื่นๆ อีกหลายประเทศ

ตอนนี้โรคไข้หวัด (ใหญ่) นก ติดกันระหว่างไก่ที่มีเชื้อกับคน แต่ต่อไปไม่รู้ว่าจะพัฒนาขึ้นเป็นการติดระหว่างคนกับคนหรือไม่ เพราะหากมีคนเป็นไข้หวัดใหญ่ (FLU) และติดเชื้อ H5N1 เข้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน ก็มีโอกาสที่ไวรัสสองตัวนี้จะแลกเปลี่ยนยีนกันวุ่นวาย อาจเกิดเป็นไวรัสตัวใหม่ที่คราวนี้คนกับคนติดกันได้ขึ้น และแพร่ระบาดไปทั่วโลก

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หากเป็นสายพันธุ์ที่ร้ายแรงแบบ SPANISH FLU ที่ฆ่าคนตายไป 40 ล้านคนเมื่อเกือบ 90 ปีแล้ว ก็จะน่าสยดสยองยิ่ง

ตัวการที่อาจแพร่เชื้อ BIRD FLU อย่างไม่ระวังตัวตอนนี้ก็คือ บรรดานกทั้งหลายไม่ว่านกกระจอก นกกระจิบ ที่ติดเชื้อบินมาสัมผัสอาหารหรือถ้วยภาชนะที่ท่านตากไว้กลางแจ้ง มูกของเหลวและมูลจากสัตว์ปีกเชื่อว่าเป็นพาหะของโรค BIRD FLU


ต่อย [ 2004-02-04 22:11:53 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43