บทความ - 00131 : " คาโอรุ หญิงนักสู้ " ขอเชิญอ่านชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย....

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

" คาโอรุ หญิงนักสู้ " ขอเชิญอ่านชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย....

บางครั้งในช่วงที่เรามีทุกข์ในชีวิตมากๆ เรามักจะคิดว่าชีวิตของเราหนักอึ้งยิ่งกว่าใครในโลก ทำไมชีวิตของเราช่างลำบากขนาดนี้ ทำไมโชคชะตาจึงดลบันดาลให้เราเผชิญทุกข์แสนสาหัสเช่นนี้ บางทีขณะนั้นเราอาจจะหมกมุ่นและมองเฉพาะสิ่งที่ตัวเรากำลังเผชิญอยู่โดยลืมมองออกไปภายนอก มองออกไปยังชีวิตผู้คนอื่นที่ลำบากกว่าเราที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงในชีวิตของดาราหญิงญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ผ่านความทุกข์ในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เธอก็สามารถสู้สิ่งเหล่านั้นจนมาถึงวันนี้
คาโอรุ สุกิตะ ดาราวัย ๓๙ ปีมาเปิดเผยเบื้องหลังในชีวิตจริงของเธอที่น้อยคนนักที่จะรู้ ในรายการทีวีรายการหนึ่ง เบื้องหลังใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอเก็บอดีตที่ขื่นขมมาตั้งแต่วัยเด็กโดยไม่เคยบอกให้ใครฟังมาก่อน แม้แต่คนในวงการด้วยกัน ส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อน
คาโอรุ เกิดในครอบครัวเล็กๆ พ่อเป็นเจ้าของบริษัทกิจการอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ แม่เป็นครูสอนทำตุ๊กตาจากกระดาษ คาโอรุในวัยเด็กชอบดูทีวีและใฝ่ฝันอยากจะเป็นดาราได้ออกทีวี
ความฝันของเธอเป็นจริงเมื่อเธอไปลองเทสท์การแสดงที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง เธอสามารถแสดงอัจฉริยะในด้านการแสดงออกมาได้โดดเด่นกว่าเด็กรายอื่นที่มาเทสท์ เธอเริ่มเป็นนักแสดงครั้งแรกเมื่อวัย ๗ ขวบ ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไปภายหลังจากเธอดัง ชีวิตมีแต่คนห้อมล้อม คุณลุงคนขับแท็กซี่ที่เป็นแฟนละครที่เธอแสดงให้เธอขึ้นรถฟรี ไปร้านอาหารทางร้านบริการอาหารพิเศษนอกเหนือจากเมนูให้แก่เธอฟรี
วงการบันเทิงไม่มีความถาวร ดารานักร้อง หลายคนหลงภาพตนเองที่ได้รับการโปรโมทจนลืมไปว่าวงจรของวงการบันเทิงสั้นมาก ถ้าความสามารถเฉพาะตัวไม่โดดเด่นจริงไม่นานก็จะมีคนอื่นที่ใหม่กว่า สวยกว่า หล่อกว่า ดีกว่าถูกปั้นขึ้นมาแทนได้ไม่ยาก อาศัยแรงโปรโมทก็เป็นดารานักร้องที่ดังได้ไม่ยากแม้ว่าความสามารถแท้จริงจะมีไม่มากก็ตาม
คาโอรุเริ่มเข้าสู่วงจรขาลงเมื่อเธออายุ ๑๐ ปี ดาราเด็กหน้าใหม่รายอื่นเริ่มได้รับการโปรโมทเข้าสู่วงการ ทางผู้จัดรายการไม่สนใจที่จะเลือกคาโอรุแต่หันไปเลือกดาราหน้าใหม่แทน ขณะนั้นกิจการของพ่อเธอล้มละลายมีแต่หนี้สิน ครอบครัวจำเป็นต้องขายบ้านทิ้งและย้ายไปอยู่บ้านเช่าเล็กๆ เธอสงสัยว่าทำไมพ่อของเธอไม่ย้ายไปด้วย ความจริงที่แม่ของเธอปกปิดมาตลอด ๔ ปีก็คือพ่อหย่าร้างกับแม่ของเธอมา ๔ ปีแล้ว เธอพึ่งรู้ความจริงข้อนี้ตอนย้ายบ้าน
การเป็นดาราวัยเด็กทำให้เพื่อนที่โรงเรียนอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งเธอ เธอไม่ค่อยมีเพื่อนที่โรงเรียน ภายใต้รอยยิ้มที่เบิกบานในรูปถ่ายวัยเด็กของเด็กหญิงคาโอรุนั้นชีวิตในวัยเด็กของเธอแสนอ้างว้าง โดดเดี่ยว
งานแสดงเริ่มน้อยลงจนไม่มี ชีวิตเธอลำบากมาก เธอหาทางจะกลับไปวงการอีกภายหลังจากดูทีวีและพบว่านักร้องวัยเด็กสามารถกลายไปเป็นนักแสดงได้ เธอจึงตั้งใจจะเอาดีด้านร้องเพลงออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในวัย ๑๓ แม่ของเธอไปติดต่อโปรดิวเซอร์ให้ช่วยออกอัลบั้มให้เธอ แต่ทางโปรดิวเซอร์ขอให้แม่เธอทำสัญญาค้ำประกัน ๓ ล้านเยนในการผลิตอัลบั้มชุดแรกของเธอ ผลปรากฎว่าอัลบั้มชุดแรกล้มเหลวขายไม่ได้เลยทิ้งหนี้สินที่แม่เธอไปกู้มาที่ต้องชำระมูลค่า ๓ ล้านเยน ชีวิตที่ลำบากอยู่แล้วกลับต้องลำบากยิ่งขึ้น แม่เธอขายของในบ้านทิ้ง ขายแหวนเพชรพลอยต่างๆทิ้งเพื่อเอามาเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว เธออยู่อย่างลำบากมาก ประหยัดค่าไฟฟ้าด้วยการใช้เทียนในยามค่ำคืน เอาเศษฟักทองหั่นส่วนที่ขึ้นราทิ้งแล้วมาปรุงอาหารกินภายในครอบครัว
โอกาสในชีวิตกลับมาหาเธออีกเมื่อทางคนเขียนบทละครติดต่อเธอให้แสดงละครทีวีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กมัธยมต้นวัย ๑๕ ที่ท้องระหว่างเรียน เธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะรับบทบาทเป็นนักแสดงในเรื่องนั้น แต่ผู้กำกับหว่านล้อมและเชื่อมั่นว่าเธอสามารถแสดงละครเรื่องนี้ได้ สุดท้ายเธอตัดสินใจแสดงละครเรื่องนี้ ปรากฏว่าละครเรื่องนี้ดังมากแต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือวัยรุ่นดูแล้วเลียนแบบละคร ท้องในระหว่างเรียนมากขึ้น คุณธรรมของคนทำละครตรงนี้ถ้าคิดสักหน่อย ปัญหาสังคมคงไม่ตามมา การใช้สื่อเป็นเหมือนดาบสองคมสื่ออาจจะชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้องขณะเดียวกันอาจจะยั่วยุให้ผู้เสพสื่อเกิดการเลียนแบบตาม
เธอมีปัญหาที่โรงเรียนเมื่อเพื่อนที่โรงเรียนต่างล้อเลียนเพราะติดภาพของนักเรียนวัย ๑๕ ที่ท้องจากละครที่ดู คนที่ติดตามละครก็ติดภาพลักษณ์ของเธอว่าเป็นเด็กใจแตกท้องขณะเรียน ไปไหนมาไหนมีแต่เสียงซุบซิบนินทา ภายหลังจากได้รับการกดดันจากสภาพแวดล้อมเธอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนในวัย ๑๗ ก่อนที่จะจบมัธยมปลาย
ชีวิตของเธอเริ่มมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานในวงการ ไม่มีงานแสดง มีหนี้สินร่วม๒๐ ล้านเยน เธอปรึกษากับแม่ของเธอว่าควรจบชีวิตด้วยกันดีไหม ในเมื่อชีวิตมันหนักอึ้งแบบนี้อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าแล้ว แม่เธอและเธอตัดสินใจจะไปฆ่าตัวตายที่หน้าผาริมทะเลแห่งหนึ่ง เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าผาตัดสินใจจะกระโดดฆ่าตัวตาย แม่เธอชวนเธอไปกินอาหารกลางวันก่อน ไหนๆก็ต้องตายแล้วจะฆ่าตัวตายเวลาไหนก็มีค่าเท่ากัน เธอทำตามข้อเสนอของแม่เธอ ที่ร้านอาหารเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเธอเมื่อเจ้าของร้านอาหารจำเธอได้จากละครทีวี เจ้าของร้านทักเธอและบอกว่าติดตามละครที่เธอแสดง ชอบละครที่เธอแสดง ละครที่เธอแสดงให้กำลังใจอย่างมากต่อเจ้าของร้าน พยายามต่อไปนะ ด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจจากเจ้าของร้านและตระหนักว่าตนเองมีค่าสำหรับคนอื่น ตนเองยังสามารถทำประโยชน์ต่อคนอื่นได้ เธอตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
คนที่คิดฆ่าตัวตายคงมีเหตุผลคล้ายๆกันว่า การมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่มีความหมาย ไม่เห็นอนาคตข้างหน้าในชีวิต ตนเองไม่มีคุณค่าพอที่จะอยู่ต่อไป อารมณ์ชั่ววูบแบบนั้นเกิดขึ้นมา ถ้าเพียงแต่ขณะนั้นมีใครซักคนที่ชี้ให้เขาเห็นคุณค่าในตัวของเขาและคุณค่าตรงนั้นมีค่าพอที่จะทำให้เขามีค่าพอที่จะอยู่ต่อไป เขาจะเลิกคิดฆ่าตัวตาย จริงๆแล้วคนทุกคนมีคุณค่าในตัวเองแต่บ่อยครั้งเราประเมินคุณค่าในตัวของเราเองต่ำเกินไปหรือมองข้ามคุณค่าตรงนี้ไป
หลายคนที่ผ่านประสบการณ์ฆ่าตัวตายเปิดเผยว่าเขาหล่านั้นคิดว่าการจบชีวิตขณะนั้นคงจะมีความสุขมากกว่ามีชีวิตเผชิญทุกข์อันหนักอึ้งอยู่ต่อไป ความเป็นจริงก็คือจิตตอนที่คิดจะฆ่าตัวตายมันรุ่มร้อน เศร้าหมอง ชีวิตที่จากไปในสภาพแบบนั้น จิตใจตอนที่จากไปแบบนั้นไม่ได้มีความสุขหรือปีติหรือมีสุคติเป็นที่หมายแต่อย่างใด จิตที่จากไปยังเต็มไปด้วยความเศร้าหมองติดตามไปตลอด เปรียบเหมือนตอนก่อนออกจากบ้าน ถ้าเรามีความรู้สึกดี เวลาเราออกจากบ้านจิตใจของเรามีแต่ความเบิกบาน ตรงกันข้ามถ้ามีเหตุทำให้เราไม่สบายใจ คับข้องใจ ก่อนออกจากบ้าน เมื่ออกจากบ้านไปแล้วจิตก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องไม่สบายใจ คับข้องใจ
คาโอรุมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้คน โอกาสในชีวิตของเธอผ่านเข้ามาอีกทีเมื่อเธอได้รู้จักโปรดิวเซอร์โยชิดะ ผู้เป็นกัลยาณมิตร โยชิดะบอกกับเธอว่า ถึงแม้ว่าคนอื่นจะกล่าวหาเธอว่าเป็นคนเลวอย่างไรแต่สำหรับโยชิดะแล้วเธอเห็นศักยภาพในตัวคาโอรุและเชื่อมั่นว่าเธอไม่ได้เลวอย่างที่คนอื่นพูด อย่างแรกต้องสัญญากับโยชิดะว่าเธอจะต้องกลับไปเรียนต่อให้จบมัธยมปลาย(โดยหลักสูตรสำหรับบุคคลภายนอก) เธอกลับไปเรียนตามที่สัญญา โยชิดะไปช่วยอ้อนวอนขอให้ผู้ผลิตละครทีวีรับคาโอรุเข้าสู่วงการอีกครั้ง
ที่โรงเรียนสำหรับบุคคลภายนอก เธอเริ่มตระหนักข้อเท็จจริงว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดด้วยวัย คนที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นคนในวัยชราแต่ทุกคนไม่หยุดที่จะค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม เธอพยายามจนสำเร็จการศึกษามัธยมปลายในวัย ๒๒ แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือ โยชิดะเสียชีวิต ๑ ปีก่อนที่จะมีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของเธอในวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย
ชีวิตคาโอรุบนโลกมายายังคงดำเนินต่อไป แต่ปัญหาในชีวิตไม่ได้หยุดแค่นั้น ความทุกข์ยังคงถาโถมเข้ามาสู่ชีวิตเธออีก เมื่ออยู่ๆพ่อที่ห่างหายไปจากชีวิตเธอร่วม ๒๐ ปีบากหน้าเข้ามาขอให้เธอช่วยเหลือเป็นผู้ค้ำประกันให้ เธอช่วยเหลือบุพการีโดยไม่ทันคิดว่าพ่อของเธอจะเห็นแก่ตัว หายสาบสูญในวันถัดมาและทิ้งหนี้สินมูลค่า ๑๐๐ ล้านเยนให้เธอเป็นผู้ชดใช้
เธอขายทุกอย่างเพื่อใช้หนี้และอยู่รอดต่อไป เธอออกจากบ้านด้วยเงินติดตัวแค่ ๘๐๐ เยน วันนั้นเธอคิดจะกระโดดไปบนรางรถไฟให้รถไฟทับเพราะคิดว่าชีวิตคงมีความสุขภายหลังตายไป ทำไมชีวิตเธอถึงได้เผชิญแต่ความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่จากจุดนั้นเธอยังคงต่อสู้ต่อมา หาเลี้ยงชีพจากการแสดง ยอมแม้แต่ถ่ายภาพเปลือยเพื่อประทังชีวิต แล้วอยู่ๆเธอก็ล้มป่วย หมอบอกว่าเธอเป็นมะเร็งที่มดลูก เธอไม่อยากเชื่อว่าชีวิตที่เธอต่อสู้มาตลอดจะจบลงในวัยแค่ ๒๐กว่าๆ เธอไปเช็กที่โรงพยาบาลอีกแห่ง หมอลงความเห็นว่าเธอมีปัญหาที่ผนังมดลูก จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนและเข้ารับการผ่าตัดและเธออาจจะไม่มีโอกาสมีบุตร
สำหรับคาโอรุ เธอผ่านชีวิตที่เลวร้ายตรงนั้นมาแล้ว วันนี้เธอยังคงทำหน้าที่นักแสดงให้ความบันเทิงแก่ผู้คนต่อไป เธอยังคงต่อสู้กับชีวิตต่อไป จนถึงวันนี้เธอสามารถชำระหนี้ที่บุพการีเธอทิ้งไว้ให้เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว
เธอเปิดเผยเรื่องจริงในชีวิตของเธอในรายการทีวีก็เพื่อให้คนที่ชมรายการที่เผชิญปัญหาทุกข์หนักในชีวิต ได้ข้อคิด เกิดกำลังใจและยังยืนหยัดต่อสู้กับชีวิตต่อไปเฉกเช่นที่เธอต่อสู้มา
หลายคนอ่านเรื่องของเธอจบแล้วอาจจะสรุปว่าเป็นเพราะกรรมเก่าของเธอทำให้เธอเผชิญชีวิตเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่การโทษว่าเป็นเพราะกรรมเก่าโดยไม่พยายามขวนขวายต่อสู้ดิ้นรนพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ การคิดแบบนี้อาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นนัก เพราะการคิดโทษเป็นเรื่องของกรรมเก่าแบบนั้นเท่ากับคุณยอมให้กรรมเก่ามาเป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณโดยไม่พยายามหาทางแก้ไขพัฒนาชีวิตของคุณให้ดีขึ้น ชีวิตเกิดมาเพื่อพัฒนาและต้องพัฒนาต่อไป
ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่า แต่ชีวิตมนุษย์เกิดมาเพื่อพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมและคนรุ่นต่อไป ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจจะมีกรรมเก่าที่ติดตามตัวมาเพราะกรรมเป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่สามารถไปฝากหรือผลักภาระให้ใครมาชดใช้ได้ก็ตาม การชดใช้กรรมเก่าไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าถึงเวลาต้องชดใช้กรรมก็ชดใช้ไปและไม่สร้างกรรมใหม่ขึ้นมาอีก ขณะเดียวกันการพยายามสร้างกรรมดีขึ้นมา เพราะนั่นก็เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ควรจะทำด้วยเช่นกัน เพราะกรรมที่สร้างในขณะนี้ก็จะมีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมา
สิ่งทั้งหลายในโลกต่างมีเหตุผลซึ่งกันและกัน เมื่อไม่มีเหตุย่อมไม่มีผลตามมา เมื่อพยายามสร้างเหตุขึ้นมาก็ย่อมมีผลตามมาด้วยเช่นกัน เมื่อคุณไม่พยายามสร้างกรรม (การกระทำทุกอย่างโดยมีเจตนาเป็นตัวกำกับ) ผลของกรรมตามมาย่อมไม่มี
เรื่องราวในชีวิตจริงของดารา คาโอรุ สุกิตะ คงเป็นธรรมะข้อคิดเตือนใจให้กับหลายๆท่านว่า ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน มีรุ่งเรืองและร่วงโรย ความทุกข์และความสุขเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่ผลัดกันเข้ามาทักทาย ผ่านเข้ามาไม่นานก็จากไป นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เหตุและปัจจัยที่แต่ละคนสร้างขึ้นมา ไม่มีใครเป็นทุกข์อยู่คนเดียวในโลก ทุกคนต่างมีทุกข์ มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง ทุกข์ที่เราว่ายิ่งใหญ่อาจจะเปรียบไม่ได้เลยกับความทุกข์ที่ถาโถมใส่คนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ต่อย [ 2004-04-06 17:00:20 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43