บทความ - 00159 : The day after tomorrow : แม้วันวานก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

The day after tomorrow : แม้วันวานก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

โดย สุญโญ

หลายคนเตือนผู้เขียนก่อนไปชม หนังเรื่อง The day after tomorrow ว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับหนังมากนัก เพราะเนื้อหาก็เหมือน ๆ สูตรสำเร็จของหนังหายนภัยที่เคยสร้างกันทั่ว ๆ ไป คือ มีตัวละครหลากหลายชีวิตที่มาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน พูดง่าย ๆ มีครบทุกรส ความรักเสียสละ ความห่วงใยในครอบครัว มิตรภาพ ความเอื้ออาทร และ ลุ้นระทึก ฯลฯ ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ไปชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้ว มันเป็นอย่างเขาว่าไว้จริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้เขียนว่าหนังเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับชาวพุทธนะครับ

เนื้อหาของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนทำให้มนุษย์แทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เป็นภัยธรรมชาติที่มีสาเหตุเกิดจากมนุษย์ใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากเกินไป ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (เช่นคาร์บอนไดออกไซด์ ) สะสมมากขึ้นในบรรยากาศ จนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นจนถึงจุดวิกฤติ ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสมมุติฐานมาบอกเราว่ามันจะก่อให้เกิดหายนภัยแก่ชาวโลกอย่างไรบ้าง

แต่เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุปัจจัย ผู้เขียนคิดว่าในหนังยังไม่ได้สืบสาวไปถึงที่สุดของปัญหาว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไร

ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะการที่มนุษย์โลกบริโภคปัจจัยสี่โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาใช้สอย เช่น บริโภคด้วยความ อวดหรู โก้เก๋ ทันสมัย สะดวก สบาย ปรนเปรอ ฟุ่มเฟือย ฯลฯ ผู้เขียนว่าตรงนี้แหละครับคือต้นเหตุสำคัญทำให้โลกเข้าสู่จุดวิกฤต เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าการบริโภคอย่างขาดสติ หรือ บริโภคปัจจัยสี่ด้วยกิเลสตัณหา เช่นนี้ มันจะทำให้เกิดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย และ ทำให้มีความต้องการมากขึ้นทุกที ระบบอุตสาหกรรมจะต้องระดมกำลังผลิตเพื่อมาสนองความต้องการบริโภคของมหาชนทั้งโลก ในการนี้มันจะต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อการผลิตและการขนส่ง ทำให้มีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ออกมาเป็นจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน ก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดให้มหันตภัยในอนาคต ดังนั้นทุกชาติจึงต้องพร้อมใจกันลดการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยในการผลิตและขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง จึงต้องแก้ไขที่สาเหตุคือควรลดความต้องการบริโภคของประชาชนให้ลดน้อยลง ให้แค่พออยู่พอกิน ตรงนี้แหละ ที่ใครจะกล้าทำ (ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ยอมลงนามในพิธีตราสารเกียวโต ในการร่วมมือกันลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจของตนเองจะถดถอย )

หนังเรื่องนี้ได้นำสมมุติฐานคำทำนายเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดในช่วงร้อยสองร้อยปีข้างหน้าอันเกิดจากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเพราะปรากฏการณ์เรือนกระจก มาให้ปรากฏขึ้นในวันเมื่อรืนนี้ (The day after tomorrow ) หนังบอกเราว่าอากาศร้อนระอุจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และเมื่อน้ำแข็งละลายลงสู่ท้องทะเล มันจะทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของน้ำทะเลต่ำลง ทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่น ก่อให้เกิดอากาศวิปริตแปรปรวน เกิดลูกเห็บยักษ์ และ พายุทอร์นาโดขนาดยักษ์ถล่มทะลายมหานคร เกิดน้ำท่วมโลก และสุดท้าย พายุมหายักษ์ที่สูงใหญ่โตมโหฬารขนาดขึ้นไปดูดเอาอากาศหนาวเย็นจากบรรยากาศชั้นบน ลงมายังบรรยากาศชั้นล่าง ทำให้โลกกลับกลายเป็นยุคน้ำแข็งในบัดดล

ข้อคิดทางธรรมที่ได้จากหนังเรื่องนี้ คือ กฏธรรมชาติที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ ( อุตุนิยาม ) มันได้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อโลกขาดสมดุล โลกจะทำการปรับตัวให้สมดุลของมันเอง คือ เมื่อโลกร้อนเกินไป โลกก็ดึงเอาอากาศเย็นจากบรรยากาศชั้นสูงลงมา เพื่อปรับสมดุลของโลกกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลจากการปรับตัวของโลกในครั้งนี้ มนุษย์กระจ้อยร่อยและสัตว์ทั้งหลายพากันตายล้มตายกันเป็นเบือ (เกือบครึ่งโลก) ! .

"เมื่อใดผู้ปกครองบ้านเมืองไม่มีศีลธรรม ฟ้าดินก็วิปริตแปรปรวน " คำกล่าวที่มีมาตั้งแต่โบราณทำนองนี ้เราเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ แต่มันยังมีความทันสมัยอยู่เสมอ นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคกันอย่างไร้สติ หรือ ส่งเสริมกิจกรรมในทางอกุศล ( ราคะ โทสะ โมหะ ) อาทิเช่น ส่งเสริมกิจกรรมทางเพศ การพนัน สุรา หรือ การที่รัฐใช้นโยบายรุนแรงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโยงใยไปสู่สังคม และ ธรรมชาติ ทั้งสิ้น ( บริโภคมาก -> ผลิตมาก -> ทำลายธรรมชาติมาก -> ดินฟ้าวิปริตแปรปรวน ) จากเนื้อหาสาระและข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ ผู้เขียนคิดว่าคำกล่าวของคนโบราณข้างต้นจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือ งมงายแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป แม้บทหนังจะน้ำเน่าสักนิด แต่หนังเรื่องนี้ยังดูแล้วคุ้มค่าในแง่ได้สาระที่เป็นประโยชน์ และช่วยกระตุ้นเตือนใจตนเองไม่ให้บริโภคอย่างไร้สติอีกต่อไป เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดหายภัยต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต

อนึ่ง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าคำทำนายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ เราจะสามารถหลีกเลี่ยง หรือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในยุคปัจจุบันคนที่มีจิตสำนึกใหม่ยังเป็นคนส่วนน้อยของสังคมอยู่ คือ ถ้าหากเรายังไม่สามารถสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เป็นพลังมหาชนขึ้นมาได้ละก้อ ผู้เขียนคิดว่าปัญหานี้คงหมดหนทางเยียวยาแก้ไขอย่างแน่นอน คือ มันสายเกินไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วล่ะครับ ่


ต่อย [ 2004-06-25 17:47:36 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43