บทความ - 00179 : 10 วินาทีที่เปลี่ยนไป

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

10 วินาทีที่เปลี่ยนไป

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
"หนุ่มเมืองจันท์"


ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬายกน้ำหนักสาวไทยที่คว้า 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง กลับบ้านได้สำเร็จ

ขณะที่ดูนักยกน้ำหนักสาวไทยลงแข่งขัน นอกจากนั่งลุ้นนั่งเชียร์แบบคนไทยทั่วไปแล้ว ผมยังอดนึกถึง "จำลอง" หัวหน้าข่าว "มติชน" ที่พูดถึงกีฬายกน้ำหนักไม่ได้

เขาบอกว่า "ยกน้ำหนัก" เป็นกีฬาที่คนเล่นเบื่อที่สุด

ไม่เชื่อให้ดูจากท่าทางของนักกีฬายกน้ำหนักได้เลย

แต่ละคนแสดงท่าทางเบื่อทั้งนั้น บางคนก็ทำท่าแขนสั่น-ขาสั่นแบบเบื่อหน่ายสุดขีด ก่อนจะโยนลูกเหล็กทิ้งไป

ไม่มีใครคลั่งไคล้ยกไว้นานๆ สักคนเดียว

พอนึกถึงกีฬายกน้ำหนักในมุมนี้เมื่อไร นอกจากลุ้นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

เบื่อ...ทิ้งดีกว่า...ทุกคนเลย

เช่นเดียวกับตอนผมดูการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ไม่ว่าจะเป็นในการแข่งขันกีฬาประเภทใด

ซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ หรือโอลิมปิก

นอกเหนือจากการลุ้นว่าใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน ผมก็อดนึกสงสารบรรดา "นักวิ่งลมกรด" ทุกคนอยู่ในใจ

อุตส่าห์ฝึกซ้อมกันมาทั้งปี แต่มีโอกาสลงสนามแค่ 10 วินาที

10 วินาทีในลู่วิ่งเป็นห้วงเวลาที่สั้นมากสำหรับการชี้ชะตาชีวิตว่าใครจะเป็น "ผู้ชนะ" หรือ "ผู้แพ้"

ถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่โหดร้ายสำหรับนักกีฬามาก

นอกเหนือจากการลุ้นและเชียร์ตามปกติแล้ว ผมนึกถึงการวิ่ง 100 เมตรในมุมนี้ทุกครั้ง

จนเมื่อถึง "โอลิมปิก" ครั้งนี้ ผมจึงได้มุมมองใหม่

เป็นมุมมองจากหนังโฆษณากีฬาโอลิมปิกชุดหนึ่งที่มี "เนลสัน แมนเดลา" อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นพรีเซ็นเตอร์

โฆษณาเริ่มต้นที่ภาพการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของนักกีฬาประเทศต่างๆ ในหมู่บ้านนักกีฬา

ผู้นำแห่งสันติภาพท่านนี้บอกว่านักกีฬาโอลิมปิกใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นเวลานับเดือน

ภาพตัดมาที่การแข่งขันวิ่ง 100 เมตร พร้อมกับคำบรรยาย "แต่เขาแข่งขันกันเพียง 10 วินาที"

ถ้าโลกของเราเป็นอย่างกีฬาโอลิมปิก คือ ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างยาวนาน และใช้เวลาแข่งขันกันเพียงน้อยนิด โลกของเราคงน่าอยู่มากขึ้น

"นี่คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นจากกีฬาโอลิมปิก"

โหย...ดูจบแล้วแทบค้อมคารวะเลย

คิดได้อย่างไร ท่านแมนเดลา

สมแล้วที่โลกยกย่องให้เป็นบุรุษแห่งสันติภาพ



หลังดูโฆษณาจบผมก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ "นวล" รุ่นน้องจากกลุ่มแปลนฯ ส่งมาให้

"สอนลูกทำบุญ สร้างภูมิคุ้มกัน"

หนังสือเล่มนี้เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย (คพส.) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นแจกจ่ายให้กับลูกค้าที่ไปเติมน้ำมันในปั๊ม ปตท.

เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งเลยครับ

สั้น กระชับ ย่อยง่าย ตามสไตล์ "พระไพศาล วิสาโล"

แค่ "มุมมอง" เปลี่ยนไปก็สามารถเปลี่ยนความคิดและชีวิตคนเราได้จริงๆ

หนังสือ "สอนลูกทำบุญฯ" เริ่มต้นด้วยแทงใจดำพ่อแม่ยุคนี้ที่แข่งขันให้ลูกเป็นคนเก่งที่สุดจนโรงเรียนกวดวิชาร่ำรวยไปตามกัน

"ลูกเรียนเก่งหรือร่ำรวย ย่อมไม่มีความหมายสำหรับพ่อแม่ ถ้าลูกเป็นทุกข์หรือติดอบายมุข"

วิชาความรู้นั้นช่วยให้ลูกเป็นคนเก่ง แต่ถ้าต้องการให้ลูกเป็นคนดีและมีความสุขก็ต้องสอนให้รู้จัก "บุญ"

"บุญ" นั้นเริ่มต้นจากการรู้จักให้ เพราะชีวิตที่คิดแต่จะเอาเป็นชีวิตที่ไม่สมดุล

ผมชอบการเปรียบเปรยเรื่องการให้ของพระไพศาล

"การสอนเด็กให้รู้จักให้ คือ การสอนบทเรียนชีวิตข้อแรกว่าเมื่อรับแล้วต้องรู้จักให้ เหมือนกับต้นไม้ทุกต้นเติบโตเพราะดูดน้ำและอาหารจากพื้นดิน

แต่เวลาเดียวกันเขาก็รู้จักคายน้ำและทิ้งกิ่งใบให้เป็นปุ๋ย เป็นการตอบแทนผืนดินที่หล่อเลี้ยงเขามา อีกทั้งยังให้อาหารและที่พักพิงแก่เพื่อนร่วมโลก เช่น นก กระรอก รวมทั้งมนุษย์"

การทำบุญนั้นมีมิติที่กว้างขวางกว่าการใส่บาตร หรือการบริจาคเงิน

มีตัวอย่างที่น่าสนใจหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ขนกล้าไม้ไปปลูกตามข้างถนน ลานวัด ป่าช้า และที่สาธารณะทุกวันทั้งก่อนและหลังเลิกงาน

ทำแบบนี้มาเป็นเวลา 15 ปีเต็ม

ปลูกต้นไม้ไปกว่า 2 ล้านต้น

จนวันนี้อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เคยเป็นดินแดนแห้งแล้งกันดาร กลับกลายเป็นอำเภอที่เขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด

ด.ต.วิชัย เชื่อว่าการปลูกต้นไม้คือการทำบุญที่ถูกต้องที่สุด มันยั่งยืนกว่าและช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน

หรือ ด.ญ.ดวงหทัย โสตถิตเสาวภาคย์ ที่เมื่อรู้ว่า "น้องบอลล์" ลูกพี่ลูกน้องป่วยเป็นโรคมะเร็งที่สมอง มีโอกาสรอดเพียง 50%

ด้วยความคิดแบบเด็กๆ เธอลงมือเขียนการ์ตูนขึ้นมาเล่มหนึ่ง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้อง และนำไปจำหน่ายหาทุนเพื่อเป็นค่ารักษาน้อง

เมื่อคนรับรู้เรื่องราวมากขึ้นก็มีผู้บริจาคเงินให้จนวันนี้น้องบอลล์เกือบจะหายจากโรคมะเร็งแล้ว

ส่วน ด.ญ.ดวงหทัยในวันนี้ เธอเขียนการ์ตูนเพื่อหาทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส และเป็นค่าอาหารหมีแพนด้า

อีกคนหนึ่ง นายแพทย์ปิโยรส ปรียานนท์ ตอนที่เขาเรียนจบมาใหม่ๆ เขาเคยวิ่งรอกผ่าตัดตามโรงพยาบาลต่างๆ จนมีรายได้เดือนหนึ่งราว 5 แสนบาท

แต่วันหนึ่งเขาเริ่มตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิต

คงประมาณว่า...ชีวิตของเราจะอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร และความสุขที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร

คำตอบที่ได้เป็นมุมมองใหม่ต่อชีวิต วิถีชีวิตของหมอปิโยรสก็เปลี่ยนไปทันที

เขาเปิดคลินิกเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 วัน รายได้ของเขาลดลงเหลือเพียงหลักหมื่น

แต่เงินจำนวนที่ได้มา กับเวลาที่เหลือจากการเปิดคลินิก เขาใช้มันไปกับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือเด็กชนบทที่มีปัญหาปากแหว่ง เพดานโหว่ และได้ตั้งมูลนิธิดวงแก้วขึ้นมา

"รับ" น้อยลง แต่ "ให้" มากขึ้น

แม้รายรับของเขาจะน้อยลง แต่ก็มีความสุขมากขึ้น

เป็นความสุขที่เกิดจากการให้

ให้กับชีวิตอื่น ไม่ใช่ตัวเราเอง

ทันทีที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ผมก็อยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือดีๆ เล่มนี้บ้าง ซึ่งเป็นวิถีของคนเชียร์แขกที่ดี

มีหนทางดีๆ ในชีวิตก็อยากให้คนอื่นให้เดินตาม

ตามใครตามได้ แฮ่ม...แต่อย่าตามผมเป็นอันขาด

เคยเห็นคำคมหลังรถบัสคันนี้ไหมครับ ผมเห็นตรงแยกลำลูกกา

นั่งรถตามหลังรถบัสคันนี้มา พออ่านปั๊บหัวเราะก๊ากเลยครับ

เขาเขียนว่า "ตามมาทำไม...

...กูหลงทาง"


หน้า 24


ต่อย [ 2004-09-06 01:05:40 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43