บทความ - 00227 : ดูหนัง "SUPER SIZE ME ! สุขภาพดี อยากมีมั้ย?"

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

ดูหนัง "SUPER SIZE ME ! สุขภาพดี อยากมีมั้ย?"

โดย ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ ปี 3 รพ. ศิริราช


ผมไม่ชอบทานอาหาร fast food เลย คงเป็นเพราะเป็นว่านอกจากจะไม่ถูกปากลิ้นลูกคนจีนแบบผมแล้วยังราคาแพงอีก หมดปัญญาที่เด็กหอแบบผมจะมาซื้อหา แต่ก็รู้สึกว่าคนที่คิดแบบผมจะมีไม่มากนัก เพราะธุรกิจอาหารประเภทนี้ดูจะพัฒนาได้ไม่รู้จบและทำท่าจะรุ่งเรืองเสียด้วย

ไม่ได้แปลว่าห้ามกินหรอกนะครับแต่จะกินทั้งทีก็น่าจะเอาให้พอเหมาะและในคราวจำเป็นแล้วกัน ลองดู super size me แล้วจะติดใจเรื่องนี้ครับ ว่าถ้ากินแบบไม่บันยะบันยังละก็ "ทุกข์"ถึงตายเลยนะ!

Super size me เป็นหนังสารคดีกำกับโดย Morgan Spurlock ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเทศกาลหนังSundance และเรื่องนี้ก็เข้าชิง Oscar ปี 2005 นี้ด้วย หนังสารคดีคือหนังที่เน้นเรื่องจริงแต่อาศัยรูปแบบการถ่ายทำที่หลากหลายให้น่าสนใจ ใครที่เคยดูหนังสารคดีแล้วเห็นแต่มดเดินไปเดินมาให้น่าเบื่อ ลองดูเรื่องนี้แล้วจะเปลี่ยนใจ (ตอนนี้ลงเป็น vcd แล้วครับ แต่ดูถ้าจะหมดสิทธิ์ลงโรงบ้านเราแล้ว)

หนังเล่าถึงกิจการของบริษัท McDonald แสดงให้เห็นว่าเจ้าพ่อ fast food ร้านนี้เจริญเติบโตเร็วมาก มีลูกค้ากว่า 40ล้านคนทั่วโลก มีเงินทุนสะพัดนับพันล้าน มีเครือข่ายกับบริษัทพันธมิตรพวกน้ำอัดลมอีกไม่รู้เท่าไร และขยายกิจการแทรกซึมทุกหย่อมหญ้าตั้งแต่ห้างสรรพสินค้ายันโรงพยาบาล!

ความเจ๋ง(แต่ก็น่ากลัว)ของเรื่องนี้คือพ่อผู้กำกับคนนี้แกเล่นลงทุนตั้งกฎให้ตนเองว่า จะพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า Mc เลวร้ายเพียงใด โดยการกินแต่ McDonald เป็นเวลากว่า 30 วัน กินทุกมื้อ กินให้ครบทุกเมนู และถ้าพนักงานถามว่าจะเอาชุดใหญ่สุดรึเปล่า (Super size) ก็ห้ามปฏิเสธทุกครั้ง ผมเห็นแล้วแอบเคืองเล็กๆว่าไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นก็ได้เดี๋ยวจะตายเอา แต่อย่างว่าละครับถ้าไม่งั้นคงไม่ได้รางวัลติดไม้ติดมือมา

เลวร้ายสุดๆเลยครับ ! จากคนมีสุขภาพดี เล่นเอาพี่แกโดนโรคสารพัดรุมเร้า ไตเกือบจะเจ๊ง มีแววว่าจะป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ตับเกือบพัง ซึมเศร้า ติดอาหาร(เหมือนติดยา) กระทั่งเซ็กส์เสื่อม? ดีว่ามีทีมงานหมอติดตามใกล้ชิด แถมนอกจากพี่แกจะกินแล้วก็ยังอุตส่าห์หาข้อมูลอื่นๆประกอบมากมาย มีบทวิเคราะห์จากหมอ นักโภชนาการ คนเดินดินที่ชอบกิน Mc ทนายความ ฯลฯ เรียกว่าแฉธุรกิจทำนองนี้เสียหมดเปลือก

แต่ถ้าใครดูแล้ว ผมอยากให้เรามองสุขภาพเรามากขึ้น มากกว่าที่โวยวายโทษ Mc อย่างเดียว เพราะเรื่องราวของเขาเราคงควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องราวของเราแล้วคงจะดูแลจัดการอะไรได้บ้าง หลายครั้งที่เราลืมใส่ใจสุขภาพของเรา หรือไม่เช่นนั้นก็สนใจแบบปลอมๆ ทำนองว่าขอให้แข็งแรงหุ่นดีก่อน แต่มิติอื่นๆของสุขภาพทั้งอารมณ์ จิตใจ ความคิด เรากลับละเลยเต็มทน

ร่างกายมนุษย์มีความสมดุลมากนะครับ ถ้ามาองให้ดีจะพบความมหัศจรรย์ ทั้งจากอณูเล็กๆของร่างกาย เลือด น้ำเหลือง ล้วนทำงานสอดคล้องกันเป็น "ธรรมชาติ" ถ้ามนุษย์ทำตัวให้สอดคล้องกับ "ธรรมชาติของตน" ก็จะสุขภาพดี และแม้จะแก่ ก็แก่แบบมีความสุข

หลายครั้งที่เราทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ผมจะยกตัวอย่างแค่การกินนะครับ ผมไม่ได้หมายถึงแค่การกินอาหารไม่มีประโยชน์เท่านั้น แต่รวมถึงพฤติกรรมการกินก็มีส่วน คนที่กินอาหารเร็วๆ กินหลายมื้อต่อวัน ไม่พอยังขุนลูกให้กินเยอะๆตามสไตล์คนจีน ล้วนมีส่วนทั้งสิ้น

สังเกตพระนะครับ ท่านฉันข้าวแค่มื้อสองมื้อแต่กลับอายุยืน ข้าวนั้นก็ใช่ว่าจะมี อย. รับรอง เพราะอะไรครับ? คำตอบอยู่ที่ความ "สมดุล" กินให้สมดุลกับที่ต้องใช้ไป บางคนนั่งทำงานทั้งวันแต่กลับกินอย่างกับเป็นนักกีฬา เวลากินยังต้องเดินไปมา ทำงานไปด้วยแทนที่จะได้นั่งพักให้เหมาะสม ท่านติช นัท ฮันส์ พระเซนชาวเวียดนาม แนะนำเรื่องการฝึกสติขณะกินเป็นสำคัญ ว่าคือช่วงเวลาผ่อนคลายที่สุด ฝึกกำหนดสติรับรู้รสอาหาร มองให้เกิดความเมตตาว่าข้าวที่เรากินนี้ได้มาอย่างไร ใครปลูกมา ชาวนา พระอาทิตย์ ฯลฯ นับเป็นกลยุทธที่สำคัญและมีประโยชน์มากในชีวิตปัจจุบัน

หนังอาจจะเป็นตัวอย่างให้เราเห็นแค่ความไม่สมดุลของการกิน แต่การมีสุขภาพที่ดีต้องไปมากกว่านั้นครับ ตั้งแต่การกิน นอน ขับถ่าย การทำงาน กระทั่งอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์นี่แหละครับที่เป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้าย สังเกตนะครับ คนอารมณ์ไม่ดี ไม่ใช่แค่การหงุดหงิด โกรธ โมโห แต่รวมถึงความคิดที่ผิด การยึดถือตัวตน อัตตา อหังการ ทั้งหลาย ล้วนส่งผลต่อสุขภาพทั้งสิ้น เรียกว่า "ติดร่องอารมณ์"แล้วกันนะครับ คือ "ติดร่องอารมณ์โกรธ เกลียด หงุดหงิด..." มักจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งสิ้น ตั้งแต่ระดับที่เห็นง่าย เช่นหน้าบูดบึ้ง ใจสั่น มือสั่น เป็นโรคกระเพาะ จนถึงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง หรืออะไรต่างๆมากมาย

"ความเห็นที่ถูกต้อง" นี่แหละครับคือกุญแจ หลายคนนอกจากจะไม่ใส่ใจดูแลตนเอง ยังมีความเห็นผิดว่าใครก็เสกให้มีสุขภาพดีได้ ไม่น่าแปลกที่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากมายผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทั้งที่ไม่มีความจำเป็น (แพทย์หลายคนก็ลงมาทำเองเลยด้วยซ้ำ) ในวงการแพทย์เองธุรกิจยาเป็นเรื่องใหญ่มาก และหมอหลายคนก็มองแต่เรื่องการการรักษาเป็นหลัก ยาลดความดัน ยาลดความอ้วน ยาแก้สิว ทำเงินได้สะพัดไปทั่วโลก

ในความเป็นจริงโรคกว่า 60 % ไม่ต้องพบหมอก็หายเองได้ แค่ปรับวิถีการดำเนินชีวิต มีสติมากขึ้น ใช้ชีวิตให้สมดุลขึ้น โรคอีก 20% ได้พบแพทย์จึงจะมีโอกาสหาย (ไม่ใช่ว่าต้องหายแต่เป็นเพราะ หมออาจให้คำแนะนำและยาที่เหมาะสม ถ้าผู้ป่วยรักจะมีสุขภาพดีปฏิบัติถูกต้องเดี๋ยวก็หายเอง) ที่เหลือ 20 % ไม่หายหรอกครับ ทำอย่างไรก็ไม่หาย แต่คนที่จะพัฒนาคุณภ่พชีวิตให้ดีขึ้นได้เป็นตัวผู้ป่วยเองทั้งนั้น หมอเป็นแค่ตัวเสริมเท่านั้น

แล้วที่ว่าการใช้ชีวิตให้สมดุลเป็นอย่างไร ต้องกินแต่ผักเหรอ ต้องกล้ามโตล่ำสัน หรือต้องเรียนหมอถึงจะรู้ได้ ไม่ใช่เลยครับ (เผลอๆเรียนหมออาจจะยิ่งหลงทางเลยก็ได้) ง่ายๆครับ แค่ใช้ชีวิตให้เหมาะกับตนเอง เหมาะกับวัย หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ตื่นแต่เช้า กินอาหารให้พอเหมาะพอควร ทำอะไรก็ได้ที่รู้สึกสบาย (แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ) วัยรุ่นเป็นสิวนิดๆหน่อยๆก็ไม่ต้องไปหาหยูกยามาทามากมันเป็นธรรมชาติครับ (ถ้าไม่อยากเป็นสิวก็ต้องแก่แล้วเท่านั้น) คนแก่ที่บ้านนอนไม่ค่อยหลับก็ไม่ต้องไปหายานอนหลับให้ท่านทาน (เพราะคนแก่จะนอนน้อย และนอนครั้งละไม่นาน) เป็นหวัดก็นอนพักให้มาก ไม่ต้องไปซื้อยาปฏิชีวนะมาทานเองเพื่อหวังจะได้หายไวๆ ที่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่แปลว่าอย่ามาหาหมอหรือป่วยไข้อะไรก็ไม่ไปรักษา แต่หาดหมายถึง "การรักษาตนเอง" ต่างหากครับ หมอรักษาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น แต่ปัจจัยอื่นๆเราต้องดูแลจัดการเอง

และที่พูดไปเรื่อง "ติดร่องอารมณ์"ครับ มีงานวิจัยจำนวนมากจากของต่างประเทศที่เริ่มสนใจเรื่องทางนี้ ว่าคนที่ไม่ "ติดร่องอารมณ์" คือ มีสติรับรู้กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น เขาแบ่งผู้ทดลองเป็นสองกลุ่มเลยครับ กลุ่มหนึ่งทำตามปกติ อีกกลุ่มนำมาฝึกสติ ปรากฏว่ากลุ่มที่ฝึกสติสุขภาพดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ลดการใช้ยาลงหลายขนาน ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเท่าตัว ฯลฯ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าความ สมดุลของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ต้องเอาเรื่องใจ เรื่องจิตวิญญาณมาเป็นส่วนประกอบด้วย ไม่ใช่แค่การกิน การนอน การออกกำลังกายเท่านั้น เพราะทั้งชีวิตของเรานั้นล้วนเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันทั้งหมด

ผมอยากให้มีหนังแบบนี้ออกมามากๆ Super Size Me ทำได้ดี แต่ก็แค่เสนอมุมมองมิติเดียว คือเรื่องสุขภาพกับการกินหรือการบริโภค แต่ถ้ามีหนังเรื่องอื่นๆที่แสดงให้เห็นสุขภาพกับเรื่องอื่นๆมากขึ้นทั้งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต อารมณ์ วัฒนธรรม คงน่าชื่นใจมิใช่น้อย แทนที่จะโวยวายว่ามีอาหาร fast food อยู่มากมาย หรือ โทษว่ามีมลพิษเต็มอยู่ทั่วท้องถนน หรือ โทษโทรศัพท์มือถือว่าทำให้เป็นมะเร็งอะไร พอคิดจะมีสุขภาพดีขึ้นหน่อยก็เรียกร้องหาหมอ หาอาหารเสริม หายาราคาแพงๆ ลองรักษาสุขภาพด้วยตนเองก่อนแล้วจะรู้ครับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มนัก!




เกร็ดน่ารู้ :
  • ยาที่ขายดีที่สุดในโลกสามลำดับแรกคือ ยานอนหลับและยาระงับประสาท ยาลดความดัน ยาแก้โรคกระเพาะ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่เกี่ยวกับความเครียดเท่านั้น
  • การกินอาหารสดสะอาด กินช้าๆ เป็นการลดการทำงานของกระเพาะ สงวนน้ำย่อย ยามแก่แล้วจะมีน้ำย่อยทำงานได้ดีอยู่มาก
  • การหายใจช้าๆ ลึกๆแบบการฝึกสมาธิ เป็นการทำให้ปอดกลีบล่างได้รับออกซิเจนมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆได้รับออกซิเจนมากขึ้น ไม่แปลกที่คนฝึกสติและสมาธิจะหน้าตาผ่องแผ้ว


    ต่อย [ 2004-12-15 23:58:38 ]
  • » EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
    Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43