บทความ - 00252 : ยุคไม่ขำ.. "วัธนธัมไทย"

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

ยุคไม่ขำ.. "วัธนธัมไทย"

ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก ... ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวกัน เพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ...ผู้ชายผู้หญิงต้องเปลี่ยนชื่อให้สมกับเพศของตน ชื่อพ่อแม่ตั้งมาใช้ไม่ได้ ...คนไทยถูกห้ามกินหมาก ...ควรเลี้ยงไก่ ปลูกผักในบ้าน ...พูดกันให้ใช้คำว่า "ฉัน" "ท่าน" และลงท้ายว่า "จ้ะ" ไม่ใช่ "คุณ" "ผม" "ฉัน" หรือ "ครับ" และ "ค่ะ"

เคยอ่านพบเรื่องนี้แล้วขำกลิ้ง มารู้ทีหลังว่าคนสมัยนั้นนอกจากไม่ขำยังถือเป็นเรื่องซีเรียส เพราะเป็นยุครัฐนิยม หรือยุค "วัธนธัม" เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนต้องปฏิบัติตามนโยบายของท่านผู้นำอย่างเคร่งครัด

จอมพล ป. ประสงค์จะปลูกฝังความรักชาติและให้คนไทยสมานสามัคคี มองเห็นความสำคัญของชาติไทย ตลอดจนทำให้ประเทศมีความเจริญเช่นเดียวกับประเทศอารยะทั้งหลายทางตะวันตก จึงออกประกาศมา ๑๒ ฉบับ เนื้อความเป็นยังไงขอไม่เอามาลงเพราะยาวมาก แต่ในจำนวนนี้มีหลายเรื่องที่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของคนไทย เพราะมันเข้ามากำกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันกันเลยทีเดียว

เรื่องแรกคือเริ่มต้นด้วยการชักชวนให้ชายหญิงแต่งกายให้ดีมีระเบียบแบบสากล ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนมานุ่งผ้านุ่งหรือกระโปรง ผู้ชายนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง ทุกคนควรสวมรองเท้าและไม่กินหมากเพื่อจะได้ไม่บ้วนน้ำหมากเลอะเทอะ ออกจากบ้านต้องสวมหมวก แต่เมื่อไม่ได้ผลเพราะประชาชนไทยไม่ชิน รัฐก็มีคำสั่งให้ข้าราชการทุกคนสวมหมวก แม้แต่นักเรียนก็มีหมวกเป็นส่วนประกอบเครื่องแบบ ส่วนชาวบ้านถ้าจะไปติดต่อราชการต้องสวมหมวก ในที่สุดก็กลายเป็นว่าทุกคนออกจากบ้านต้องสวมหมวก ไม่กินหมาก ไม่งั้นตำรวจจะมาเตือนได้ง่ายๆ ส่วนจะเป็นหมวกอะไรแบบไหนรัฐไม่ว่า คุณยายจะขอยืมหมวกกะโล่ของคุณตามาสวมก็ไม่เป็นไร คุณตาหาหมวกไม่ได้จะยืมหมวกเด็กนักเรียนข้างบ้านมาสวมแก้ขัดตอนออกจากบ้าน ก็ไม่มีใครว่าอีกเหมือนกัน

อีกเรื่องคือการกำหนดชื่อคนไทยเสียใหม่ เพราะรัฐเห็นว่าชื่อคนไทยแต่เดิมไม่มีระเบียบ เป็นชื่อไม่ไพเราะก็มี และชื่อไม่แบ่งเพศเป็นหญิงชายก็มาก จึงมีประกาศมากำหนดเสียใหม่ว่าผู้หญิงควรชื่อแบบไหน ผู้ชายควรชื่อแบบไหน ในประกาศบอกไว้ละเอียดเช่นชื่อผู้หญิงควรมีความหมายถึงความสวยงาม เครื่องประดับหรือดอกไม้ ส่วนผู้ชายก็ควรชื่ออะไรที่เข้มแข็งเช่นแปลว่าอาวุธ ทำให้เกิดอลหม่านล้านเจ็ดในหมู่ผู้มีชื่อไม่คล้อยตามเพศมาตั้งแต่เกิดเพราะพ่อแม่ตั้งให้แบบนั้น อย่างนักหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งชื่อนายประหยัดศรี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายประหยัด ศ. สุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อสมัย ก็ต้องเติมคำว่าสวาทเข้าไปเป็นสมัยสวาท ขนาดนางสาวไทยชื่อเรียม ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเรียมรมย์ แม้แต่สมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้าทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ก็ทรงได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนพระนามเสียใหม่เพราะพระนามเดิมฟังเป็นเพศชาย ทำให้กริ้ว ตรัสตอบมาว่า "ชื่อของฉัน ทูลกระหม่อม (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ผู้เป็นสมเด็จพระบรมราชชนก) พระราชทานให้ ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

ส่วนเรื่องขายก๋วยเตี๋ยว เป็นนโยบายของจอมพล ป. ที่เห็นความสำคัญของการค้าขาย เมื่อในประกาศอีกข้อหนึ่งได้สนับสนุนให้คนไทยเลี้ยงหมู ปลูกผัก เพาะถั่วงอก ก็ควรขายก๋วยเตี๋ยวเสียให้ครบวงจร เพราะก๋วยเตี๋ยวมีรสอร่อย มีทั้งหมูและผักและถั่วงอกอยู่ในนั้น จึงมีนโยบายทำหนังสือเวียนแจกไปทุกจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและครูใหญ่ทุกโรงเรียนขายก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งหาบ และให้กรมประชาสงเคราะห์พิมพ์คู่มือการทำก๋วยเตี๋ยวออกแจกจ่าย สมัยนั้นข้าราชการที่ขึ้นหน้าขึ้นตาทั้งหลายจึงมีหน้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวกันเป็นการใหญ่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนองนโยบายรัฐด้วยดี

อีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบหนักต่อครูมากกว่าอาชีพอื่น คือจอมพล ป. ริเริ่มให้ใช้ตัวสะกดแบบใหม่ในบทเรียนภาษาไทย ตัดตัวอักษรบางตัวที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกไป เช่น ฆ ฌ ญ ฒ ศ และ รร อย่างวัฒนธรรม ก็สะกดว่า "วัธนธัม" อ่านออกเสียงอย่างไรก็สะกดตามนั้น อย่างคำว่า เสริม ก็ให้เขียน เสิม หญิง เขียนว่า หยิง และกำหนดคำสรรพนามให้เรียกกัน เพียง "ฉัน" และ "ท่าน" ลงท้ายว่า "จ้ะ" นอกจากนี้ยังมีคำติดปากอีกคือ "ขอโทษ " และ "ขอบใจ"

ถ้าเกิดในยุคนั้น ดิฉันจะถามคุณจ้อว่าได้รับบทความที่ส่งไปหรือยัง ก็ต้องถามว่า "ท่านได้รับบทความของฉันหรือยังจ๊ะ?" และคุณจ้อก็จะต้องตอบว่า "ฉันได้รับบทความของท่านแล้วจ้ะ ขอบใจ" หรือไม่ก็ "ขอโทษ ฉันได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้ตอบท่านจ้ะ" ถ้าทนพูดกันไหวก็พูดกันอย่างนี้ต่อไป ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องเลิกพูดกัน นักประพันธ์หลายคนอย่างยาขอบ และมาลัย ชูพินิจ เลิกเขียนนิยายในช่วงนั้นไปเลยเพราะไม่อาจทนเขียนให้พระเอกพูดกับนางเอกว่า "ฉันรักท่านจ้ะ"

อีกเรื่องที่ว่าจะไม่ขำแล้วก็อดขำไม่ได้ คือพอถึงเวลาชักธงชาติขึ้นเสาทุกคนจะต้องหยุดยืนเคารพธงชาติ แต่เคร่งครัดมากกว่าตอนนี้ ขนาดหมอขึ้นเยี่ยมคนไข้ช่วงเช้า ก็ต้องหยุดยืนตรงอยู่ข้างเตียง คนไข้นอนอยู่บนเตียงถ้าลุกไหวก็ต้องลุกขึ้นยืนบนเตียง จนธงชาติขึ้นสู่เสาเรียบร้อยถึงจะนอนลงต่อไปได้

เมื่อหมดยุค "วัธนธัม" เพราะเปลี่ยนตัวผู้นำ คนไทยก็ถอดหมวก คนแก่คนเฒ่ากลับมานุ่งโจงกระเบนกินหมาก ผู้คนพูดจากันแบบเดิม หันมาเรียนหนังสือภาษาไทยและสะกดตัวกันอย่างเดิม เหลือเรื่องนี้ไว้เป็นตำนานเท่านั้น



ผู้เขียน : เทาชมพู


ต่อย [ 2005-03-16 18:25:00 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43