บทความ - 00303 : วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ

นิธิ เอียวศรีวงศ์

วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ

จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังไม่ได้ร่วมลงชื่อขับไล่ทักษิณ ไม่เคยร่วมแถลงข่าวกดดันให้นายกฯ ลาออก

และแน่นอนว่าไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะที่สวนลุมฯ ลานพระบรมรูป หรือสนามหลวงเลยสักครั้งเดียว

ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความบกพร่องอะไรในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นะครับ

ตรงกันข้ามเลย ผมเห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรมทางการเมืองมานานเต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ปล่อยให้มีคนถูกประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมกว่า 2,000 คน ในสงครามปราบยาเสพติด

ตั้งแต่ทำโครงการนานาชนิดกับประชาชนระดับล่าง แล้วไม่ติดตามสนับสนุนให้ลุล่วงเป็นมรรคผลสักโครงการเดียว

ตั้งแต่ผิดคำพูดกับสมัชชาคนจน อันเป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างชะตากรรมของคนจนกับของอุตสาหกรที่ไม่มีกึ๋นจะแข่งกับใคร นอกจากเบียดเบียนทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติเพื่อผลิตพลังงานราคาถูกให้ผลาญ คุณทักษิณเลือกเพื่อนของตัวในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมก่อน

ตั้งแต่ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ผิด แล้วปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าผู้คน ด้วยความคิดตื้นเขินว่าอำนาจดิบสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายและเร็ว จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่กรือเซะโดยไม่ขยับลงโทษผู้กระทำผิด แม้เป็นเรื่องที่ปิดลับต่อไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้กระทำทารุณต่อประชาชนถึงกับต้องล้มตายร่วมร้อยในกรณีตากใบ และจนถึงทุกวันนี้คุณทักษิณก็ยังเห็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นว่าเป็นความผิดพล าดทางเทคนิคเท่านั้น คือมีรถไม่พอขนคน

ตั้งแต่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ส่อให้เชื่อได้ว่าเอื้อต่อธุรก ิจตนเองและพวกพ้อง แม้มาตรการเหล่านั้นหลายเรื่องสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ประชาชนบางกลุ่ ม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปจนถึงผู้เลี้ยงโคนม ฯลฯ

ตั้งแต่ทำให้องค์กรและกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยเสียขา เอาเครื่องมือของรัฐเช่น ปปง. ซึ่งควรมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการตรวจสอบทรัพย์สมบัติของนักการเมืองฉ้อฉล ไปใช้ในทางข่มขู่คุกคามศัตรูทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่หน่วยราชการอื่นๆ เช่นสรรพากรไปจนถึงองค์กรนอกราชการ เช่น ก.ล.ต. ซึ่งสังคมกำลังเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเฮิ่มอยู่เวลานี้

โอ๊ยพรรณนาไปก็หมดหน้ากระดาษเปล่าครับ



แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เห็นว่าคนที่กำลังล่ารายชื่อถอดถอนคุณทักษิณ คนที่ออกมาแถลงข่าวความไม่ชอบธรรมในตำแหน่งนายกฯ หรือคนที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่ ฯลฯ ทำอะไรนอกกติกาอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพอยู่เวลานี้

กติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกความเห็น ที่จะแสดงออกได้เสมอ

มีแต่กติกาของคุณทักษิณเท่านั้นที่ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับใครเลยนอกจากพรรคพวกและขาเชลียร์

คงไม่ลืม ทนายสมชาย นีละไพจิตร นะครับ นั่นแหละเคลื่อนไหวตาม "กติกา" เปี๊ยบเลย แต่กลับถูกอุ้มหายไปโดยหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี (ซึ่งเคยแสดงความอวดรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย) ก็ไม่อายต่อความล้มเหลวที่จะรักษาพื้นที่ใน "กติกา" ให้ปลอดภัย

คนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและขับไล่คุณทักษิณ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหลักๆ สักข้อ

ถ้าจะบอกว่าวิถีทางของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่หรือไปอยู่ในสภาเท่านั้น ผมก็อยากถามว่าใครสั่งสอนคุณมาอย่างนี้

สภาเป็นหนึ่งในวิถีทางเท่านั้น พื้นที่ข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสื่อ (ที่ไม่ถูกครอบงำ) ในไซเบอร์สเปซ, ในข่าวลือ, ในถนน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางของการควบคุมกำกับรัฐบาลทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งที่พรรค ทรท. ฝากความหวังไว้อย่างเหนียวแน่นจะมีความหมายอะไร นอกจากการแสดงปาหี่ให้ดู 60 วันก่อนการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองของประชาชน

ถ้าจะหาข้อละเมิดกฎหมายของผู้เคลื่อนไหวในตอนนี้ให้ได้ก็อาจมีกฎหมายป่าเถื่ อน เช่น การชุมนุมเกิน 10 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ โดยอาศัยวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะเกิดหรือไม่เกิดจลาจล กฎหมายนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ยังคงใช้สืบเนื่องมา ตามแต่วินิจฉัยของตำรวจว่าหัวชาวบ้านกลุ่มใดควรถูกตีให้แตกเพื่อรักษาความศั กดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

กฎหมายสับปะรังเคของเผด็จการฉบับเดียวยังไม่มีปัญญาจะยกเลิก อุตริจะมาคิดแก้รัฐธรรมนูญ



อย่างไรก็ตาม แม้เชียร์อยู่ในใจให้เขาประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนฝูงที่รักใคร่น ับถือกันทั้งนั้น

ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยนะครับ

แต่เพราะเป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่เอาคุณทักษิณออกไป เท่ากับเอาประเทศไทยคืนมา

คืนมาให้ใคร?

ต้องคืนมาให้แก่ประชาชนซึ่งประกอบดวยคนหลายจำพวก นักธุรกิจแบบคุณทักษิณ, บริวาร และพันธมิตรก็มี, เกษตรกรรายย่อยก็มี, กรรมกรก็มี, นักบวชก็มี, คนพิการก็มี, นักวิชาการก็มี, ช่างตัดผมก็มี ฯลฯ

ถ้าคืนมาให้เฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต่างกันมากนัก

เพราะสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่ทักษิณ แต่คือ "คนอย่างทักษิณ" ต่างหาก

และคนอย่างทักษิณนั้นไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีซึ่งยังอธิบายธนสารสมบัติของตัวไม่ ได้เป็นที่กระจ่างใจแก่คนไทยจำนวนมากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากที่อยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง ทั้งที่อยู่ในสภาพัฒน์, ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, ในวงการเมือง

หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เหล่านั้นเลย แต่ถูกครอบงำด้วยอุดมคติและโลกทรรศน์แบบนั้น เช่น คุณชวน หลีกภัย, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ ก็อาจมีความเป็นคนอย่างทักษิณผสมปนเปอยู่ในตัวมากทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะความเป็นคนอย่างทักษิณนั้นเป็นวัฒนธรรมครับ

คือเป็นวิถีคิดและโลกทรรศน์ของคนจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนไม่กี่คน

จะพูดว่าเป็น "กระแสสังคม" ก็ได้ แพร่หลายอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งผ่านระบบการศึกษาที่เสี้ยมสอนให้เป็นอย่างนี้, ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์ของคนชั้นกลางบางส่วนเข้ากับธุรกิจใหญ่ และผ่านระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนชั้นกลางเท่านั้นได้เข้ามามีส่ วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นผล

ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องขับไล่ออกไปจากการเมืองของเรา ขับไล่ออกไปจากตำแหน่งผู้นำทางการเมือง ขับไล่ออกไปจากวิถีคิดและโลกทรรศน์ของสังคมไทยคือวัฒนธรรมของคนอย่างทักษิณ ซึ่งแม้ว่าคุณทักษิณอาจหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ยังมีคนอย่างทักษิณที่พร้อมจะเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อไปได้ไม่สิ้นสุด ด้วยเสียงเชียร์ในตอนแรกเหมือนเดิม

วัฒนธรรมหรือวิถีคิดและโลกทรรศน์ดังกล่าว ในทัศนะของผม มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่



อำนาจนิยมไม่ได้หมายความถึงระบอบเผด็จการเพียงอย่างเดียว แม้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชีวิตปกติก็อาจมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ เพราะอำนาจนิยมหมายถึงความเชื่อว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพมีอยู่อย่างเดี ยว คือการใช้อำนาจเด็ดขาด

ความนิยมที่คุณทักษิณเคยได้รับอย่างท่วมท้นมาจากไหน

โพลสำนักต่างๆ สำรวจแล้วได้ผลตรงกันว่า ประชาชนนิยมคุณทักษิณที่ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ แปลออกมาให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการตัดสินใจแต่ผู้เดียว แล้วใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการ

อำนาจนั้นจำเป็นแน่ครับในการจัดการ แต่อำนาจที่เด็ดขาดของเถ้าแก่ไม่เปิดโอกาสให้มีการไตร่ตรองจากหลายฝ่าย ใครโดนเหยียบเท้าก็ร้องบอกไม่ได้ หรือถึงบอกได้ก็จะได้รับแค่คำปลอบโยนว่าทนไป แล้วจะดีเอง

ไม่ดีแก่ลื้อ ก็ดีแก่บริษัทของอั๊ว

และด้วยเหตุดังนั้น คนอย่างคุณทักษิณจึงไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรภาคประชาชน อำนาจที่ถูกตรวจสอบทัดทานได้ ทำให้ไม่อาจจัดการอะไรด้วยอำนาจเด็ดขาดได้

นั่นคือที่มาของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมสืบมา เพียงแต่สื่อไม่ปล่อยให้เสียงบ่นเล็ดลอดออกมามากเกินไปเท่านั้น) แม้แต่นักวิชาการระดับเคยบริหารสำนักวิจัยใหญ่บางแห่งยังเคยสรรเสริญเอฟทีเอ กับจีนและอินเดีย ซึ่งทำกันขึ้นอย่างรวบรัดแบบกล้าตัดสินใจและเด็ดขาดที่อยู่ในวัฒนธรรมคนแบบท ักษิณนี่แหละครับ

การมองแต่อำนาจเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างไปหมด จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษิณ แต่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย ซึ่งเคยชินแต่กับการเมืองเผด็จการมาตลอด และผมคิดว่าเราต้องล้มวัฒนธรรมนี้ ซึ่งในปัจจุบัน คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด แต่ล้มคุณทักษิณคนเดียว ไม่กระเทือนอะไรกับวัฒนธรรมนี้เลย เดี๋ยวคนอย่างคุณทักษิณก็กลับมาใหม่

อีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนอย่างทักษิณก็คือ คนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ควรให้โอกาสอย่างไม่อั้นแก่นักลงทุน เพราะผลกำไรของนักลงทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญ และคนอื่นๆ ก็จะได้ผลดีตามไปด้วย โอกาสที่ต้องเปิดให้นักลงทุนหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนไปแย่งเอาทรัพยากรของชา วบ้านมาใช้ประโยชน์ โดยไม่จ่าย, จ่ายไม่คุ้ม, หรือเอาไปแฝงไว้ในงบประมาณแผ่นดิน ทั้งหมดนี้รัฐไม่ควรแทรกแซงเพื่อปกป้องประชาชน ถ้ารัฐจะแทรกก็คือแทรกเข้าไปตีหัวชาวบ้านที่ออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน

ผมเรียกวัฒนธรรมส่วนนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะมีลักษณะตรงกันกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ที่แพร่หลายในโลกทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่ได้แปลว่าคนชั้นกลางไทยรับจากฝรั่ง เพราะเราถูกกล่อมให้คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนา ก่อนหน้าที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะระบาดในโลกตะวันตกเสียอีก

วัฒนธรรมอย่างนี้และครับที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีความหมายแก่ประชาชนส่วนใหญ ่ของประเทศ เฉพาะคนชั้นกลางซึ่งสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างได้ผลเท่านั้นที่อาจได ้ประโยชน์บ้าง

และวัฒนธรรมอย่างนี้ก็อยู่กับชนชั้นนำไทยมาตั้งแต่สมัยเริ่มการพัฒนาเป็นต้น มาจนบัดนี้ ทักษิณ ชินวัตร แสดงส่วนที่หยาบที่สุดของวัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ให้เห็นได้ชัดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่า นายกฯ คนอื่นยึดถือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป

ฉะนั้น การกดดันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นเพียงการขับไล่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ขับไล่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนของอำนาจ ซึ่งพร้อมจะกลับมาครอบงำคนไทยได้อีกเสมอ

หน้า 33


วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332
มติชนสุดสัปดาห์


ต่อย [ 2006-03-17 19:13:15 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43