เรื่องสั้น "ยังคงอยู่" โดย ปัญจนารถยังคงอยู่
ปัญจนารถ
๑.
นกตัวนั้นมีสีน้ำตาลแดงสลับดำ ตัวใหญ่เกือบเท่าไก่แจ้ มันเดินช้า ๆ อยู่ที่สวนหลังบ้าน เพลิดเพลินกับการเก็บเศษข้าวสุกกิน คล้ายกับมันจะรู้ว่า ใครบางคนที่บ้านหลังนี้มีเจตนาเอาข้าวมากองไว้ให้มันทุกวัน
มันก้มจิกกินอย่างไม่รีบร้อน ไม่ระแวงระวังและไม่มีท่าทีจะรู้ตัวว่ามีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองผ่านกระจกหน้าต่างห้องครัว
แวบหนึ่งของความคิดพาดผ่าน แล้วสะดุดนิ่งเจิดจ้าอยู่ท่ามกลางความทรงจำ...ฉันรู้สึกอยากกระทำบางอย่าง...บางอย่างที่อาจถูกหัวเราะเยาะจากใครที่บังเอิญผ่านมาพบเห็นเข้า ฉันอาจถูกมองว่างมงายหรือเพ้อเจ้อกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่มันก็เชิญชวน ท้าทายให้ลองเสียจนสุดจะห้ามหักใจ
ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจแนบหน้ากับมุ้งลวดตรงช่องหน้าต่างที่เปิดกว้างแล้วร้องเรียก
“จิต”
ถ้อยคำนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปกับความเงียบโดยไม่มีการตอบสนองใด ๆ นกตัวนั้นยังคงอยู่ในอาการเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
“...จิต...”
ฉันลองเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม และผลก็ออกมาเหมือนเคย เจ้านกตัวนั้นยังก้มหน้าก้มตาจิกเศษข้าวกินด้วยท่าทีไม่รับรู้
ฉันเผลอยิ้มออกมาแล้วส่ายหัวให้กับความคิดฟุ้งซ่านไร้สาระของตัวเอง เกือบล้มเลิกความตั้งใจ หากแต่ยังมีบางอย่างค้างคารุกรุมอยู่ในใจ มันกระตุ้นเร้าให้พิสูจน์ค้นหาคำตอบ ฉันตกลงที่จะลองดูอีกสักครั้งเพื่อคลี่คลายความกังขาของตัวเองให้หมดไป
“...จัน!...”
ฉันกลั้นลมหายใจเมื่อนกตัวนั้นหยุดชะงัก ยกหัวขึ้นจากกองข้าวสุก มันเอียงคอเหมือนจะเงี่ยหูฟัง ฉันรู้สึกถึงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงขึ้น อะไรบางอย่างกำลังโลดเต้นอยู่ภายใน แล้วกระซิบบอกให้ทำซ้ำ
“จัน...จัน...”
ไม่น่าเชื่อ... คราวนี้มันเหลียวมองไปรอบ ๆ เพื่อหาต้นเสียง หยุดสนใจกองข้าวสุกตรงหน้า แล้วขยับเข้ามาสองสามก้าวใกล้หน้าต่างที่ฉันยืนอยู่ยิ่งขึ้น
“จัน ทางนี้”
มันเงยหน้าขึ้นทันใด...ตาสบตา...ในขณะนั้นเหมือนทุกสิ่งจะหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว นอกจากสายตาสองคู่ที่ส่งสารผ่านถึงกันและกัน มีถ้อยคำมากมายในใจฉันที่ไม่อาจใช้ภาษาพูดเพื่อเอ่ยอ้างเอาความ
สายตาของมันเปลี่ยนจากแปลกใจในตอนแรกเป็นกิริยารับรู้ และสายตาคู่นั้นเองที่ตอบทุกคำถามให้กระจ่างในใจฉัน...ช่างน่าอัศจรรย์ที่ไม่ต้องมีภาษาสื่อสารใด ๆ นอกจากจิตถึงจิตก็ละเอียดลึกต่อการรับรู้ยิ่งกว่าถ้อยคำที่พร่ำพูด
ความปีติและโศกสะเทือนขับเคลื่อนถาโถมสู่สำนึก ผลักดันให้น้ำตาซึมออกมาอย่างสุดระงับ เหมือนพบเจอของมีค่าที่สูญหายไปช้านาน
มันขยับตัวช้า ๆ ไม่รีบร้อน ก้าวเดินห่างออกไป สบตาฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนโผบินสูงขึ้น...สูงขึ้นแล้วลับหายไปทางกอไผ่ที่ท้ายสวน
ฉันยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือคำตอบทั้งหมด คือสิ่งที่ยืนยันและคลี่คลายปมปัญหา ความกังขาที่ค้างคาอยู่ในใจฉัน ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ...มันจะเปลี่ยนความคิด ความเชื่อให้เป็นไปในอีกทิศทางหนึ่ง รวมไปถึงวิถีชีวิตที่คงจะต้องเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน
๒.
บ้านของเราปลูกอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ ร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ผลและลำธาร ธรรมชาติรายรอบ เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ฉันจำได้ว่าเคยเห็นกระรอกฝูงใหญ่อาศัยอยู่ที่กอไผ่ท้ายสวน ซึ่งติดกับลำธารที่มีน้ำเปี่ยมเต็มอยู่ตลอดทั้งปี และในลำธารนั้นก็มีปลาสารพัดชนิดชุกชุมรวมไปถึงนกอีกหลายประเภทที่มาหากินและทำรังอยู่ในสวน ฉันเคยตื่นเต้นเป็นการใหญ่เมื่อเห็นนกตัวใหญ่สีน้ำตาลแดงหางดำ เดินอยู่เป็นกลุ่มตามโคนต้นไม้ในสวน
“แม่...แม่...ดูสิไก่มาจากไหนเยอะแยะ”
แม่มองตามแล้วหัวเราะออกมา
“ไม่ใช่ไก่หรอก มันเป็นนก...เค้าเรียกว่านกกด”
“กินได้เหมือนไก่มั้ย”
“เค้าไม่กินกันหรอก เห็นว่าเนื้อมันเหม็นสาบ”
“มันทำรังอยู่ในสวนเราหรือจ๊ะแม่” ฉันซักตามประสาเด็กที่ยังไม่หายตื่นตาตื่นใจ
“เปล่าหรอก มันอยู่ในป่า มาหากินเฉย ๆ เดี๋ยวมันก็ไป”
“ว้า...มันน่าจะอยู่สวนเราเสียเลยนะแม่นะ จะได้เห็นมันทุกวัน” ฉันบ่นอย่างเสียดายจนแม่หัวเราะออกมาอีก
“ก็...ถ้าไม่มีใครทำร้ายมัน มันก็จะมาทุกวัน สัตว์มันพูดไม่ได้ แต่มันก็รู้ว่าใครเมตตามัน ที่ไหนมีอันตรายมันก็ไม่ไป...จำไว้นะลูก สัตว์ก็มีชีวิตเหมือนกับคนเรา อย่าไปรังแก ทำร้าย พรากแม่พรากลูกเขา มันจะเป็นบาปกรรมติดตัว”
ผ่านเลยไปสิบกว่าปี...ฉันเรียนจบและกลับมาทำงานอยู่ใกล้บ้าน ภาพชีวิตชนบทของชาวสวนเปลี่ยนแปลงไปมากมาย สวนผลไม้ต้องใช้ยาฆ่าแมลงปีละหลาย ๆ ครั้ง สัตว์น้อยใหญ่ที่เคยอาศัยก็พากันอพยพเข้าป่าลึก ที่ยังหลงเหลือก็ถูกล่ามาเป็นอาหาร ไม่เว้นแม้แต่นกกด...ที่แม่เคยบอกว่าคนไม่กินเพราะเนื้อมันเหม็นสาบ
น่าแปลกที่สวนของเรายังมีนกกด หรือที่ฉันมารู้ทีหลังว่ามันคือ “นกกระปูด” มาหากินเหมือนเช่นเคย เปลี่ยนไปก็แต่แม่เอาเศษข้าวสุกก้นหม้อ หรือเศษอาหารไปเทกองไว้ที่หลังครัวให้มันแทน
“มันหากินเองเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะชาวสวนเขาพ่นยาฆ่าแมลงกันทุกสวน” แม่ให้เหตุผลว่าอย่างนั้น
แม่เป็นคนหนึ่งที่ดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าอะไรในโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แม่แค่รับรู้ว่า...มันเป็นไป...ก็แค่นั้น แม่ไม่เคยอายหรือโกรธที่ถูกใครหัวเราะเยาะ เมื่อสวนใกล้เคียงมาเห็นแม่เอา “น้ำมนต์” พ่นไล่แมลงศัตรูพืช แทนการใช้ยาฆ่าแมลง ฉันเองเสียอีกที่โกรธแทนแม่เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบนินทาอย่างขบขันเช่นนั้น
“ไม่ต้องโกรธเค้าหรอก คนเรามันคิดไม่เหมือนกัน ใครจะพูดอย่างไรก็ช่างเขา ตราบใดสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เราก็ไม่ต้องกลัวใครเขาจะมาว่า มานินทา แล้วก็ไม่ต้องอายใครด้วยถ้าเราทำความดี ทำสิ่งที่ถูกที่ควร”
นี่แหละแม่...แต่สิ่งที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือ “น้ำเปล่าผสมความเมตตา” ของแม่ ไล่แมลงศัตรูพืชให้หายไปได้จริง ๆ
บางเรื่องฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแม่นัก บางครั้งก็ยังอดที่จะอายใคร ๆ ไม่ได้เมื่อแม่ทำอะไรแปลก ๆ อย่างในกรณีนี้ แต่ฉันก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปเปลี่ยนความเชื่อของแม่ เท่า ๆ กับที่ฉันไม่สามารถห้ามใคร ๆ ไม่ให้นินทาได้นั่นแหละ
แม่ไม่เคยพยายามจะเปลี่ยนให้ฉันมาคิดและทำอย่างแม่ หากแต่เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เมื่อการได้เห็น ได้ยิน ได้รับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น จะทำให้ฉันซึมซาบบางสิ่งบางอย่างทีละเล็กละน้อยโดยไม่รู้ตัว
บ้านของเราอยู่ใกล้วัด ดังนั้นทุกเช้าจึงมีพระมาบิณฑบาตถึงบ้าน ฉันคุ้นเคยกับภาพของแม่ที่ตระเตรียมอาหารเอาไว้ใส่บาตร บางวันฉันก็เป็นลูกมือช่วยแม่จัดขนมนมเนยบ้าง ช่วงเข้าพรรษาแม่จะตื่นแต่เช้ามืด นุ่งขาวห่มขาวไปรักษาศีลแปดที่วัดทุกวันพระ แม้จะออกพรรษาแล้วก็ตาม แม่ก็ยังสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นอยู่ในห้องพระที่บ้านเป็นกิจวัตรประจำวัน
ฉันเห็นภาพเหล่านี้มาตั้งแต่เล็กจนโตจนรู้สึกว่า นี่คือส่วนหนึ่งของชีวิตแม่...แม้จะไม่ได้ใส่ใจหรือศรัทธาเท่าที่แม่เป็น แต่ฉันก็แอบชื่นชมอยู่ในใจกับความหมั่นเพียรนั้น และยอมรับว่าสิ่งที่แม่ทำคงต้องใช้ศรัทธาอันแรงกล้า ถึงจะปฏิบัติเช่นนั้นได้ทุกวันเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีโดยไม่เบื่อหน่าย
แม่สวดมนต์เสียงดังฟังชัด นานนับชั่วโมงทุกเช้า-เย็น จนฉันจำบทสวดมนต์ของแม่ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องท่องจำ หลังจากสวดมนต์จบ แม่ก็จะปลงสังขารแล้วแผ่เมตตาตั้งแต่อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ คนธรรพ์ นาคา ไปถึงพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติมิตร สรรพสัตว์น้อยใหญ่ในสากลโลก ผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วรวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร ศัตรูผู้คิดมุ่งร้าย เสร็จแล้วแม่ก็จะนั่งสมาธิราวครึ่งชั่วโมง เป็นอันเสร็จกิจวัตร
มีอยู่คราวหนึ่ง “เจ้าเต้าหู้” หมาตัวโปรดของฉันตายไป ตกคืนนั้นฉันรู้สึกว่ามันมาหากึ่งฝันกึ่งจริง ทุกอย่างชัดเจนติดตา เมื่อเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ออกความเห็นว่า…
“จิตมันยังผูกพันกันอยู่น่ะสิลูก พรุ่งนี้ใส่บาตรแล้วกรวดน้ำให้มันเสียนะ”
ค่ำวันนั้น หลังจากแม่สวดมนต์จบ บทแผ่เมตตาของแม่ก็มีชื่อ “เต้าหู้” ถูกกล่าวถึงเป็นอันดับสุดท้าย ทำให้ทุกคนในบ้านแอบยิ้มไปตาม ๆ กัน
บางทีคนอื่นที่มาได้ยินอาจสงสัยว่าเจ้าเต้าหู้เป็นญาติฝ่ายไหนกันแน่ แต่แม่ก็คือแม่...ที่ไม่ใส่ใจว่าใครจะคิดขบขันหรือหัวเราะเยาะ
แม่เชื่อมั่นในกรรม เชื่อว่าคนเรามีการเวียนว่ายตาย-เกิด แม่จึงมุ่งมั่นประกอบกรรมดี พยายามสั่งสมบุญไว้มาก ๆ เพื่อติดตัวไปเป็นเสบียงเดินทางในวัฏสงสาร
“เอ..ไอ้ความอยากทำดี อยากสะสมบุญเยอะ ๆ นี่ เป็นความโลภหรือเปล่าจ๊ะแม่” ฉันเคยแกล้งยั่ว แม่ยิ้มแล้วหันมาสบตา
“ใช่จ้ะ...เป็นความโลภ...โลภในกุศล ผลบุญ ความเย็นใจ แต่การทำบุญ ให้ทาน ก็เป็นบันไดขั้นแรก ของการปฏิบัติตนเพื่อให้ถึงที่หมาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ”
“แค่ขั้นแรกเองหรือแม่ แล้วที่เหลือล่ะ”
“ที่เหลือก็คือการบำเพ็ญเพียรรักษาศีล ระมัดระวังไม่ให้ด่างพร้อย และการเจริญสติ ภาวนา เพื่อให้เห็นกายใจตามความเป็นจริง”
“อ๋อ ที่เรียกว่าทาน ศีล ภาวนาใช่ไหมจ๊ะ”
“ใช่แล้ว หนูจะลองทำดูมั้ยล่ะ”
“ไม่เอาหรอก...” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่ยอมตกปากรับคำ และแม่ก็ไม่เคยยัดเยียดให้ใครเป็น หรือทำอย่างแม่ แต่แม่ก็ยังคงปฏิบัติตนเช่นนั้นต่อไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
บางครั้งฉันลองทบทวนดูแล้วก็รู้สึกว่า แม่มีวิธีสอนอย่างชาญฉลาด ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำพร่ำเพรื่อ แต่กระทำตนเป็นแบบอย่าง ให้ค่อย ๆ ซึมซับเองทีละน้อย
อยู่มาวันหนึ่ง คนงานทำสวนก็ก่อเรื่องด้วยการจับนกกดที่หากินอยู่ในสวนของเรา มาล่ามเอาไว้ที่บ้านพักคนงาน เพื่อจะแกงกินในตอนเย็น
บังเอิญ...บ่ายวันนั้นแม่ไปเห็นเข้าเสียก่อน
“ยายขอซื้อก็แล้วกัน เอ็งเอาเงินนี่ไปซื้อกับข้าวกิน ส่วนนกตัวนี้ยายจะเอาไปปล่อย แล้วต่อจากนี้ไป ห้ามเด็ดขาดไม่ให้ฆ่าสัตว์ที่หากินอยู่ในสวนนี้”
คนงานยอมขายนกให้แม่โดยดี...ก่อนที่แม่จะปล่อยมันไป ได้บอกกับนกตัวนั้นว่า…
“ไปเถอะ...ปลอดภัยแล้ว กลับบ้านไปหาลูกหาเมียเสีย แล้วต่อจากนี้ไปก็พาลูกเมียมาหากินเสียที่นี่นะ ไม่มีใครทำอะไรแล้ว”
คนอื่น ๆ อาจคิดว่าแม่พูดไปตามเรื่อง นกมันจะไปรู้เรื่องอะไรด้วย แต่หลังจากวันนั้น หากใครช่างสังเกตก็จะเห็นว่า สวนของเรามีนกกดมาหากินเต็มไปหมด มากเสียยิ่งกว่าที่เคยมีมา...ส่วนมากมันจะมาอยู่แถวหลังครัวที่แม่ชอบเอาข้าวสุกไปเทกองไว้ให้
ฉันชอบนั่งมองพวกมัน แล้วสอดส่ายสายตาหาว่า...ตัวไหน...ที่แม่เคยช่วยชีวิตมันไว้
๓.
แม่เคยบอกไว้ว่า สิ่งหนึ่งที่คนเราไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งนั้นคือ...การพลัดพราก...และวันนั้นได้มาถึงแล้ว…
แม่เสียชีวิตลงด้วยโรคเบาหวานในวัย 78 ปี หลังจากเวียนเข้าออกโรงพยาบาลอยู่นาน ใคร ๆ ต่างสงสัยว่า ทำไมคนที่ทำบุญทำทานมายาวนานกว่าครึ่งชีวิตอย่างแม่ ถึงต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยก่อนตายได้มากมายอย่างนี้
แม่เดินไม่ได้เพราะไขกระดูกข้อต่อเสื่อมสภาพ เจ็บปวดทรมานทุกครั้งแม้แค่เพียงจะขยับตัว
บางที...นี่คือแบบทดสอบสุดท้ายสำหรับแม่ หรือไม่...แม่ก็กำลังสอนฉันด้วยการเอาตัวเองเป็นตัวอย่าง ในครั้งสุดท้าย ให้เข้าใจถึง “ทุกขเวทนา” ...และ ความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร...ร่างกาย
วันที่แม่หมดลมหายใจ ฉันกลับไม่เศร้าโศกมากมายเท่าที่เคยคิดเอาไว้ เพราะการได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ ทำให้มีเวลาได้ทำใจ เข้าใจกฎแห่งการพลัดพราก เช่นเดียวกับที่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยในคุณงามความดีที่แม่ได้กระทำ ว่าทำไมถึงไม่ช่วย ให้แม่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้าย
ฉันเชื่อว่าแม่จะจากไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า เพราะแม่มุ่งมั่นประกอบกรรมดี “เตรียมเสบียง” มาตลอดชีวิต สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ นั่นคือความอาลัยอาวรณ์ ยามที่คิดถึงว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีภาพแม่นั่งสวดมนต์ในแต่ละวันให้เห็นอีกแล้ว ไม่ว่าเราจะคิดถึงกันสักปานใด เราก็ไม่สามารถไปมาหากันได้อีก
...ความตายจะดูน่ากลัวก็ตรงนี้กระมัง…
มาวันนี้...ฉันได้ทำหน้าที่ตระเตรียมอาหารเอาไว้ใส่บาตรแทนแม่โดยไม่รู้สึกว่านี่คือภาระ...เอาข้าวสุกมาเทไว้ให้นกเป็นทานอย่างที่แม่เคยทำ
เมื่อไม่มีแม่ ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าแม่คือแบบอย่างอันทรงคุณค่า ที่สอนการเลือกดำรงชีวิตให้...แม้วันนี้ แม่ได้จากไปแล้ว แต่การกระทำ คุณงามความดีของแม่ก็ยังคงดำรงอยู่
มีเพียงสิ่งเดียว...สิ่งหนึ่ง...ที่ค้างคาอยู่ในใจ ให้ฉันครุ่นคิดตลอดมา
นั่นคือตอนที่แม่เจ็บหนักอยู่ที่โรงพยาบาล อาการเพียบใกล้จากเต็มที แม่บอกบางอย่างกับฉัน…
สิ่งที่ใครได้รับฟังก็ออกความเห็นว่า...คนใกล้ตายมักเป็นแบบนี้...บางรายก็เห็นคนมารับ บางรายก็เห็นภาพชั่วร้าย บาปกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ตามหลอกหลอนก็มี พวกเขาสรุปว่าแม่คงเพ้อหลง หรือไม่ก็เป็นจิตใต้สำนึก ที่แม่ระลึกถึงสิ่งที่ได้เคยกระทำไว้…
ฉันไม่ได้คิดอย่างที่คนอื่นสรุป ตอบไม่ถูกว่าตัวเองคิดอย่างไร...เชื่อหรือไม่...แต่แน่ใจว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นแค่เพียงจิตใต้สำนึก หรืออาการเพ้อหลงของคนชรา…
สองวันก่อนที่แม่จะจากไปอย่างสงบนั้น แม่บอกกับฉันว่า…
“เมื่อคืนนกมาเยี่ยมแม่”
“ใครนะ...ใครมาเยี่ยม” ฉันย้ำถามด้วยความไม่แน่ใจ
“...นก...นกมันมาเยี่ยมแม่ คุยกันตั้งนาน”
“นกลูกใครหรือจ๊ะแม่” ฉันเข้าใจว่าคนชื่อนกมาเยี่ยม แต่แม่ส่ายหน้า…
“ไม่ใช่...นก...นกกดที่แม่เคยช่วยมันไว้น่ะ” ดวงตาที่แม่มองฉันนั้น มันยืนยันได้ว่าแม่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หาได้เพ้อหรือหลงอย่างคนชราทั่วไป
ฉันนิ่งอึ้งเหมือนยอมจำนนต่อถ้อยคำ
“มันรู้ว่าแม่จะไปแล้ว ก็เลยมาเยี่ยม...มาลา”
“มาที่โรงพยาบาลนี่น่ะเหรอ” ฉันถามออกไปเหมือนคนโง่ แม่ยิ้มสวยแล้วพยักหน้า
“มากันทั้งผัวทั้งเมียเลย...มันมาลาแม่...คุยกันตั้งนาน...จำไว้ให้ดีนะลูก มันบอกแม่ว่า...มันชื่อจิต กับจัน...”
ธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๐๑๕ พฤหัสบดีที่ ๐๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ต่อย [ 2007-05-03 20:10:33 ]
|