บทความ - 00333 : เรื่องสั้น "ตะเบบูย่า" โดย ชลนิล

EE43 : กระทู้ : รวมรูป : เนื้อหา บทความ : ข่าวสาร : บทบรรณาธิการ : รายชื่อ : check mail ee43

เรื่องสั้น "ตะเบบูย่า" โดย ชลนิล

รูปจากเว็บ ทัวร์ดอย "ตะเบบูย่า หรือ ชมพูพันธุ์ทิพย์"

ตะเบบูย่า
ชลนิล

ต้นตะเบบูย่าสูงใหญ่นั้นอยู่หลังอาคารเรียน แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่นักเรียนมาหลายรุ่น ใต้ต้นมีโต๊ะหินที่ผ่านการใช้งานมานานพอกัน บันทึกของกาลเวลาผ่านลายมือเด็ก ๆ เขียนเต็มพืดไปหมด

ตะเบบูย่าปีนี้ออกดอกช้า บนต้นจึงเห็นใบเขียว ๆ มากกว่าดอกสีชมพู ถึงกระนั้นก็ยังมีเด็กหนุ่มหัวเกรียนสวมชุดนักเรียนมายืนชะเง้อคอมองหาดอกตะ เบบูย่า เสื้อเชิ้ตนักเรียนสีขาวมีลายเซ็นอาลัยลาจากเพื่อน ๆ เปรอะไปหมด เขาเห็นดอกไม้ที่ต้องการ แต่เกินกำลังจะเอื้อมถึง จึงยืนคิดหาวิธีการ ซึ่งน่าจะมีทางเดียวคือต้องปีนขึ้นไป

พอคิดได้ก็เหลียวซ้ายแลขวา ตั้งใจว่าหากไม่พบใครก็จะรีบปีนไปเก็บโดยด่วน แต่สายตากลับปะทะร่างเด็กสาววัยเดียวกัน สวมชุดนักเรียนมีลวดลายที่ระลึกจากเพื่อน ๆ ไม่ต่างกัน กำลังยืนมองเขาตาเขม็ง

“นายกำลังจะทำอะไรน่ะ” สายตาเจ้าหล่อนเหมือนคุณครูจับผิดนักเรียน

เขายิ้มแหย

“จะขึ้นไปเก็บดอกไม้ เธออย่าบอกใครได้มั้ย” เด็กหนุ่มพยายามทำใจดีสู้ บริเวณนี้ไม่มีใคร ถ้าเด็กสาวไม่พูดก็ไม่น่ามีปัญหา

“ได้สิ” เด็กสาวยิ้มหวาน รับคำง่ายผิดปกติ “แต่นายต้องเก็บเผื่อฉันดอกนึง”

เขาหัวเราะ นับเป็นการเริ่มต้นทำความรู้จักที่แปลกประหลาด ไม่นานทั้งคู่ก็ได้ตะเบบูย่าคนละดอก พร้อมกับแนะนำตัวเป็นทางการ

“เราชื่อต้น อยู่ห้องห้า แล้วเธอล่ะ”

“ปอ อยู่ห้องแปด”

“ทำไมถึงอยากได้ดอกตะเบบูย่า” เขาถาม

“ฉันต้องถามนายมากกว่านะ ลงทุนปีนขึ้นไปขนาดนั้น ถ้าอาจารย์มาเห็นรับรองได้เรื่อง”

“จะปิดเทอมแล้ว อาจารย์เขาไม่ว่าหรอก เธอนั่นแหละนึกยังไงถึงอยากได้เหมือนกัน”

“จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก เราชอบดอกสีชมพูของมันตอนบานเต็มต้น ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาเห็นอีกหรือเปล่า”

คำพูดเด็กสาวทำให้เขามองอย่างสนใจ

“เหมือนกันเลย ตอนที่มันบานสีชมพูทั้งต้นนะ สวยเหมือนในฝัน ยิ่งตอนมันร่วงลงเต็มพื้น ดูยังกะพรมแน่ะ...เราเลยอยากเก็บมันไว้ เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่ง เราเคยมาเรียนที่นี่”

ทั้งสองยิ้มให้กัน

“แปลกนะ เราอยู่โรงเรียนเดียวกันมาตั้งหลายปี แต่ไม่เคยคุยกันเลย” เด็กสาวเปรย

“เราเห็นเธอบ่อย ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เดินสวนกันไปมา” เด็กหนุ่มเสริม “พอได้คุยกันที ก็เป็นวันสุดท้ายในโรงเรียนซะแล้ว”

“อือ...” เด็กสาวยิ้มขัน “นายจะเอ็นท์เข้าที่ไหนล่ะ”

“ไม่รู้สิ ต้องรอดูคะแนนก่อนมั้ง ว่าพอจะเข้าที่ไหนได้บ้าง” เขาตอบง่าย ๆ

“เหมือนกันเลย พวกไม่มีเป้าหมายในชีวิต”

“ไม่รู้สิ เราไม่ชอบคิดอะไรล่วงหน้ามากนัก โดนเพื่อนมันว่าบ่อย ๆ ว่าเป็นพวกไม่มีความฝัน”

“ความฝันเหรอ...” เด็กสาวทอดเสียงยาว นัยน์ตาแจ่มจรัส “ฝันของฉันง่ายจะตาย ขอแค่ได้ใช้ชีวิตให้เป็นสุข ในทุกวันก็พอแล้ว แต่ไม่แน่นะ พอเรียนมหา"ลัย ความคิดอาจจะเปลี่ยน ฉันอาจจะมีความฝันในสายงานที่เรียนอย่างเต็มที่ ไล่ตามมันอย่างสุดชีวิตก็ได้”

เขาหัวเราะ

“เราจะมีโอกาสเจอกันในมหา"ลัยมั้ย”

“นายอยู่ห้องห้าสายวิทย์ ฉันอยู่ห้องแปดสายศิลป์ ต่อให้เข้าที่เดียวกันได้ ก็เรียนคนละคณะอยู่ดีแหละ”

“งั้นเราอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วสิ” เด็กหนุ่มพูด

“ไม่เป็นไร ฉันจะเก็บดอกตะเบบูย่าไว้ดูต่างหน้านายก็แล้วกัน” หล่อนยิ้มใส

“เฮ่ย หน้าเราไม่เหมือนดอกไม้สักหน่อย”

“งั้นฉันจะจำชื่อนายไว้แล้วกัน ต้น ถ้ามีโอกาสเจอกันอีก รับรองไม่ลืมแน่” เด็กสาวยืนยัน

“เราก็เหมือนกัน ปอ รับรองว่าจะจำความรู้สึกดี ๆ ของวันนี้ไปตลอดเลย”

ตะเบบูย่าคนละดอก...ในมือ...อาจเหี่ยวแห้งโร ยราตามกาลเวลา ทว่าจุดเริ่มต้นในวันสุดท้ายของการศึกษาชั้นมัธยม อาจเป็นการนับหนึ่งของวันเวลาสำหรับคนสองคน ซึ่งยากจะบอกได้ว่า ก้าวที่สองจะมาเยือนเมื่อใด

ไม่มีใครสามารถฉุดรั้งกาลเวลา ทำได้แค่มองร่องรอยของมัน เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตะเบบูย่าผลัดใบ...ออกดอก...ร่วงโรยแต่ละรอบ บอกถึงฤดูกาลที่เวียนมาและล่วงเลยผ่าน ราวสายลมนิรันดร์ ยากหาจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด

ปีนี้ ตะเบบูย่าหลังอาคารเรียนผลัดใบจนหมด เหลือดอกสีชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น ยามเงยหน้ามองจะเห็นสีสันของมันโดดเด่นตัดกับผืนฟ้าสีคราม บนโต๊ะหินใต้ต้นมีร่องรอยปากกาขีดเขียนข้อความต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อความเก่าเริ่มเลือนราง

มือเรียวยาวของหญิงสาวลูบไล้ร่องรอยบนโต๊ะหิ นนั้นอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยทอรอยรำลึกอันงดงาม ดอกสีชมพูหล่นคว้างจากต้นกระทบมือ รอยยิ้มผลิบานเมื่อได้เห็นเจ้าดอกตะเบบูย่ากลีบอ่อนอยู่ใกล้ ๆ หยิบขึ้นมามอง อดอมยิ้มไม่ได้

“ผมจะไม่ฟ้องอาจารย์ เรื่องคุณขโมยดอกไม้นะ ถ้าคุณจะเก็บตะเบบูย่าเผื่อผมอีกสักดอก” เสียงทุ้มนุ่มกังวานของชายหนุ่มดังขึ้น

หญิงสาวหันกลับไปมอง พบชายหนุ่มคุ้นตา ต้องใช้ความทรงจำอยู่ชั่วครู่จึงได้คำตอบ

“ต้น...” ชื่อนี้หลุดมาพร้อมรอยยิ้มจากริมฝีปากและดวงตา

“ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งครับปอ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา ดวงตาพราวระยับ “แล้วก็ดีใจที่คุณยังจำชื่อผมได้”

ปอเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกว่าเขาสูงขึ้น ไหล่กว้างกว่าเดิม ที่ชวนให้จดจำคือแววตาเปิดเผย จริงใจคู่นั้น

“คุณเก่งกว่าอีก ที่จำฉันได้” หล่อนบอก

เขาหัวเราะ

“ไม่อยากบอกเลยว่าทีแรกก็จำไม่ได้ นึกอยู่ว่าสาวสวยผมยาวที่ไหนมายืนอยู่ใต้ต้นตะเบบูย่า กำลังจะเข้ามาจีบนะเนี่ย แต่พอเห็นเก็บดอกตะเบบูย่าเลยนึกถึงปอได้” เขาหยุดพูด มองเธอด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม

“เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี”

“สบายดี เรียนจบแล้ว เพิ่งได้งานทำ วันนี้อาจารย์ที่โรงเรียนท่านให้มาแนะแนวน้อง ๆ ม.๖”

“เหมือนผมเลย” เขาพูดอย่างแปลกใจ “อาจารย์ท่านก็ให้ผมมาช่วยแนะแนวน้อง ๆ เหมือนกัน”

“คุณทำงานอะไรคะ”

“ออกแบบ พวกตึก อาคาร แล้วคุณล่ะ” เขาถามกลับ

“งานโฆษณา”

“งั้นต้องจบนิเทศฯ”

“ค่ะ ของคุณคง...สถาปัตย์”

“ครับ ผมสมัครเรียนตามเพื่อนน่ะ”

“เหมือนกัน ฉันก็เลือกตามเพื่อน แต่มาแยกเอกโฆษณาทีหลัง”

ทั้งสองนั่งคุยกันบนเก้าอี้ม้าหิน ใต้ต้นตะเบบูย่าที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่ง ช่วงเวลา ๔-๕ ปีที่ล่วงผ่าน คล้ายเป็นเพียงลมหายใจของวันวาน ยามกลับมานั่งอยู่ที่เดิม จึงเหมือนตัวเล็กลง ได้สวมเครื่องแบบนักเรียนมัธยมอีกครั้ง

“ตายจริง ใกล้เวลานัดกับอาจารย์แล้ว” ปออุทานหลังยกนาฬิกาขึ้นดู

“จริงด้วย” ต้นดูนาฬิกาตาม “เราต้องไปพบอาจารย์ที่ห้องพักครูก่อนใช่มั้ย แล้วค่อยไปห้องประชุมอีกที”

“ค่ะ แต่ฉันมาก่อนเวลา อยากมาดูตะเบบูย่าบาน ระลึกความหลัง”

“ดีนะที่เราคิดเหมือนกัน” ต้นยิ้ม “ไม่งั้นผมอาจทำหน้างง ๆ ตอนเจอคุณ”

หญิงสาวยิ้มรับ

“รีบไปกันเถอะค่ะ”

สองหนุ่มสาวลุกขึ้น ดอกตะเบบูย่าร่วงพรูผ่านหน้า ราวกับม่านสายลมสีชมพู

“อ้อ...” ต้นนึกได้ ล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อ

“นี่นามบัตรผมครับ มีอะไรจะติดต่อก็โทรคุยได้ตลอดเวลา”

ปอรับมาแล้วเปิดกระเป๋าถือ ใส่นามบัตรเขาไว้ ก่อนหยิบนามบัตรตัวเองส่งให้

“นี่ของฉันค่ะ ถ้ามีงานโฆษณาอะไรให้รับใช้ ก็โทรหาได้”

ชายหนุ่มก้มดูนามบัตรหญิงสาว อมยิ้มน้อย ๆ แล้วเปรยเบา ๆ กับนามบัตรตรงหน้า

“แล้ว...ถ้าคิดถึงเฉย ๆ ไม่มีงานอะไร จะโทรหาได้หรือเปล่าน้า...”

ฝ่ายหญิงสาวไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มแตะแต้มในดวงตา คำพูดจากนี้ไม่นับว่าจำเป็น...กาลเวลายังคงเดินทางต่อไป... สำหรับคนสองคน เมื่อผ่านก้าวที่หนึ่ง มาก้าวที่สอง คงไม่ยากที่จะมีก้าวต่อไป…

สายลมพัดดอกตะเบบูย่ากลุ่มหนึ่งให้ปลิวคว้าง เป็นทางไกลต้น ดูคล้ายถนนสายสีชมพูที่ทอดยาวให้คู่รักก้าวเดิน...เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่ร ู้ว่า ถนนเส้นนี้ดูสวยงาม หวานใสเมื่อเริ่มต้น...แล้วจากนั้น...

ฤดูกาลหมุนเวียน เป็นสิ่งแสดงสัจจะให้เห็น...โลกนี้ล้วนแปรเปลี่ยน ไม่แน่นอน ทว่า...ความไม่เที่ยงแท้ก็มีความงดงามของมัน เป็นความงามที่น้อยคนจะเห็น เพราะต้องใช้ความกล้าหันหน้าเผชิญด้วยใจซื่อ เป็นกลาง คนส่วนใหญ่หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง มักเลี่ยงหนี หาวิธีบิดเบือน ไม่กล้ายอมรับ ทั้งที่จริง ต่อให้ยอมรับหรือไม่...ความเปลี่ยนแปลงก็ยังแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะจิต

ตะเบบูย่าวันนี้ยืนต้นเดียวดาย ดอกใบร่วงพรูเหลือกิ่งก้านเงียบงัน ลำต้นสูงใหญ่บอกถึงร่องรอยกาลเวลาหลายสิบปี กิ่งก้านแผ่คลุมอย่างกล้าหาญแม้ไร้ดอกใบ เหมือนจงใจประกาศแก่โลกว่า ตนยอมรับความแปรเปลี่ยน ไม่ฝืนขัด เมื่อมีงดงาม ย่อมมีร่วงโรย นั่นคือธรรมดาของโลก

ที่ลานดินใต้ต้นตะเบบูย่า เกลื่อนไปด้วยดอกสีชมพู ดารดาษเต็มลานราวกับพรมสีสวยชั่วคราว รอเวลาเหี่ยวแห้งผุพัง

ต้นกับปอนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหิน ใต้ต้นตะเบบูย่าตัวเดิม ปล่อยให้ความเงียบแทนบทสนทนา ปล่อยให้จังหวะแผ่วของหัวใจแสดงความอ่อนล้าโรยแรง

นาน ๆ ดอกตะเบบูย่าที่ค้างต้นจะร่วงหล่นผ่านหน้าสักที ต้นก้มมองดอกไม้ที่ตนเคยชื่นชมก่อนถอนใจเบา ๆ

“ผมไม่คิดว่าปอจะนัดให้เรามาเจอกันที่นี่” ชายหนุ่มทำลายความเงียบ

“นั่นน่ะสิ” หญิงสาวพูดเหมือนถอนใจ “อาจเป็นเพราะที่ตรงนี้...เราไม่เคยทะเลาะกัน”

ชายหนุ่มนิ่ง ก้มหน้า ดวงตาทอประกายเจ็บปวด

“ถ้าผมจะขอโทษปออีกครั้ง...ตรงนี้...เราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกได้มั้ย”

หญิงสาวยิ้มขื่น ๆ ให้กับที่โล่งว่างเบื้องหน้า ที่ซึ่งไม่มีใบหน้าเขา

“สายไปแล้วต้น ยังไงเสีย ปอก็ต้องเดินทางวันพรุ่งนี้อยู่ดี”

สีหน้าชายหนุ่มแสดงความอึดอัด ดวงตาฉายเพลิงโทสะชั่ววูบก่อนหรี่แสง ขบริมฝีปากแน่น...ใช่...ปอพูดถูก...สถานที่นี้เป็นที่แห่งเดียวที่พวกเขาไม่ เคยทะเลาะกัน ฉะนั้น วันนี้เขาต้องรักษาความทรงจำอันงดงามของมันเอาไว้

“ปอ...จะให้ผมทำยังไง คุณถึงจะไม่ไป” เขาเงยหน้าขึ้นเว้าวอน

“ที่ปอนัดต้นมาวันนี้ ไม่ได้ต้องการพูดเรื่องเก่า เพราะยังไงมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ปออยากให้เราจากกันด้วยดี อย่างน้อยก็รักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ เวลานี้ปอไม่โกรธ ไม่เกลียดต้นแล้ว ปัญหาทุกอย่าง ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ...ถ้าต้นจะมีใครอื่น ปอก็ยินดี แล้วที่ปอจะไปเรียนต่อเพื่อความก้าวหน้า ไปตามความฝันของตัวเอง ปอก็อยากให้ต้นแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน”

หญิงสาวจบประโยคอันยืดยาวพร้อมถอนใจ ราวกับปลดภาระอันหนักหน่วงลง

ชายหนุ่มพูดไม่ออก คอหอยจุกแน่นด้วยความรู้สึกยากอธิบาย มีคำพูดมากมาย มีคำขอโทษเป็นล้านอยากบอก แต่ใจหนึ่งรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ คบกับหล่อนมากี่ปีแล้ว มีหรือจะไม่เข้าใจ ปอเป็นผู้หญิงหนักแน่น เด็ดขาดแค่ไหน หล่อนอดทนจนถึงที่สุด แต่เมื่อจบคือจบ

“ผมรักปอ...” เขาหลุดคำพูดนี้โดยไม่ตั้งใจ “นี่คือความรู้สึกจริง ๆ ไม่เคยโกหก แต่ผมห้ามคนอื่นไม่ให้มาชอบผมไม่ได้ ห้ามเขามาวอแวกับผมก็ไม่ได้ และผมก็ห้ามปอไม่ให้โกรธ...ก็ไม่ได้เหมือนกัน”

หญิงสาวยิ้มเหนื่อยใจ

“มันผ่านไปแล้วล่ะต้น ถ้าจะพูดไป นั่นไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ทำให้เราเลิกกัน ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีอีกเยอะ ถ้าจะพูดง่าย ๆ คือต้นไม่เข้าใจปอ ไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด ทั้งที่บอกว่ารักปอนั่นแหละ”

ถึงตรงนี้เขาก็เงียบ ไม่มีอะไรพูด...อาจจะจริง เขาไม่เคยเข้าใจหล่อนเลย ทั้งที่ปากบอกว่ารักสุดหัวใจ

“วันนี้ เวลานี้ ปอขอรอยยิ้มจากต้นได้ไหม ขอให้เรามีภาพดี ๆ ของกันและกัน ในที่ ๆ เรามีความรู้สึกที่ดีกับมัน สถานที่ ๆ เราไม่เคยมีความเจ็บปวดร่วมกันเลย”

ขอบตาร้อนผ่าว เหมือนน้ำตาจะไหล ให้พูดอย่างไรได้อีก เวลานี้ สิ่งที่ควรกระทำ คือส่งรอยยิ้มตามที่หล่อนต้องการ...รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจอันเจ็บปวดคงไม่ น่าดูนัก บางที การที่ต้องทำตามความต้องการของคนที่เรารัก โดยหัวใจรวดร้าวเช่นนี้ อาจเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง

ถ้ารัก ก็ควรยินดีกับเส้นทางที่คนรักเลือกเดิน ปอจะไปตามหาฝัน เพื่อความก้าวหน้า ไปเรียนต่างประเทศอย่างที่เธอต้องการมาหลายปี ติดที่เขาเท่านั้นเป็นคนรั้งเอาไว้

จากกันวันนี้ ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้พบ เขาไม่อยากให้รอยยิ้มอำลานี้ เป็นรอยยิ้มสุดท้ายชั่วนิรันดร์…

ตะเบบูย่าดอกสุดท้ายร่วงหล่นจากต้น ที่โต๊ะหินไร้เงาร่างสองหนุ่มสาว ความวังเวงแผ่กระจายเกาะกุมทุกกลีบดอกไม้ที่กลาดเกลื่อนกระจายรอบลานดิน

อีกนานเพียงไรหนอ ฤดูแห่งใบไม้ผลิจะเวียนมา...

สายฝนเพิ่งหยุดโปรยปรายไม่นาน ตะเบบูย่าผลิใบเขียวสดซับน้ำไว้เต็มที่ มองแล้วพาจิตใจชุ่มชื่น ท้องฟ้าเป็นสีขาวจาง ปุยฝนยังเคลื่อนไปไม่หมด ไอเย็นฉ่ำแผ่กระจาย ลานดินใต้ต้นเฉอะแฉะ แต่กลับมีชายหนุ่มแต่งกายสะอาด สุภาพยืนชะเง้อคอมองหาดอกตะเบบูย่าโดยไม่กลัวกางเกงเปื้อน

ปอยืนมองชายหนุ่มจากด้านหลัง หลายปีที่ไม่เจอกันดูเขาเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ท่าทางสุขุม ภูมิฐาน รูปร่างเริ่มมีเนื้อมีหนังมากขึ้น ไม่ใช่หนุ่มผอมเพรียวคนเดิม มองจากเบื้องหลังแล้วอดยิ้มไม่ได้

เมื่อเห็นรูปร่างเขาเปลี่ยนแปลง ปอก็มองเห็นจิตใจตนเองเปลี่ยนไปเช่นกัน วันเวลาได้พัดพาความรู้สึกเก่า ๆ ออกจากใจ ความเศร้า ขมขื่น เจ็บปวด ไม่รู้หายหนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่อาจมองหน้าเขาได้เต็มตาอีก ก็กลับยืนมองเขาอยู่อย่างนี้โดยไม่คิดละสายตา แค่กระดากเกินกว่าจะเป็นฝ่ายทักทายเรียกหา

ต้นรู้สึกมีสายตาคู่หนึ่งมองมาจากเบื้องหลัง จึงหันกลับ พบกับดวงหน้าคุ้นเคย ดวงตาพราว รอยยิ้มมีชีวิตชีวาคู่เดิม หญิงสาวคนนั้นมีรอยยิ้มพร้อมคำทักทายไม่ผิดเด็กสาวคนเก่า

“นี่ถ้าเจอดอกตะเบบูย่าบนต้น จะยังปีนขึ้นไปเก็บอีกหรือเปล่า”

ชายหนุ่มหัวเราะ หัวใจโปร่งเบา

“แก่แล้ว คงปีนต้นไม้ไม่ไหวหรอก”

“อ้าว...แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ” หญิงสาวเอียงคอถาม

“ทางโรงเรียนเราจะสร้างอนุสรณ์สถาน เลยให้ผมมาดูสถานที่เพื่อไปออกแบบ” เขาตอบพลางถามกลับ “แล้วปอล่ะ เป็นยังไงมายังไง ไม่ได้ข่าวคราวเลย ไม่เจอกันตั้งหลายปี สวยขึ้นจนเกือบจำไม่ได้”

“อย่าแกล้งชมคนแก่เลยต้น อายุขึ้นเลขสามกันแล้ว พวกที่ทำงานเขาเรียกปอว่าป้ากันทั้งนั้น”

“แล้วมีครอบครัวหรือยัง” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่ในใจกลับแปลบ ๆ ไร้สาเหตุ

“...อือ...” หญิงสาวนิ่งนิดนึงก่อนพยักหน้าตอบรับ “แล้วต้นล่ะ มีครอบครัวหรือยัง...ลูกกี่ขวบแล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างรู้สึกว่าฝืน

“ก็...ยังอยู่ชั้น...อนุบาล” เขารู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ยากเย็น

ทั้งคู่รู้สึกว่าบทสนทนาฝืดฝืน เข้าสู่สภาวะกระอักกระอ่วนเต็มที

“เออ...” ชายหนุ่มรีบเบี่ยงเบนประเด็น “แล้วปอมาทำอะไรที่โรงเรียนล่ะ...”

“อ๋อ...ทางโรงเรียนเขาจะจัดงานหาทุนสร้างอนุสรณ์สถาน ที่ต้นมาออกแบบนี่แหละ เลยให้ปอมาทำแผนโฆษณาหารายได้ให้”

“อืม...งั้นแสดงว่าเราจะได้ทำงานร่วมกันแล้วสิ” ชายหนุ่มยิ้ม

“นั่นสิ เป็นครั้งแรกเลยนะ” หญิงสาวเกิดความอบอุ่นลึก ๆ

จากนั้นทั้งคู่ได้แต่มองตากัน หาบทสนทนาต่อไม่ได้ ในใจมีกำแพงบางอย่างกั้นกลาง เป็นกำแพงแห่งมุสา ที่สร้างความอึดอัดใจตลอดเวลา ทั้งที่พยายามพูดจาอย่างเป็นธรรมชาติ

ลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง ตะเบบูย่าสั่นกราว หยาดน้ำร่วงพรูจากใบลงมาราวกับห่าฝนซัดสาด ปอเอี้ยวตัวหลบ ขณะที่ต้นรีบก้าวเข้ามาเอาร่างบังหยาดฝนจากยอดไม้ให้หญิงสาว

สองร่างชิดใกล้จนสัมผัสลมหายใจกันและกัน ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจดังชัด ราวกับมันต้องการออกมาประกาศความจริงให้โลกรู้ สองสายตาประสาน ความรู้สึกเร้นลึกถูกเปิดเผย ตีแผ่ชั่วเวลาสั้น ๆ

“ขอบคุณนะต้น” ปอแก้มร้อน รีบเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนเขา

ชายหนุ่มยิ้มฝืดฝืน ถอนใจหนักก่อนตัดสินใจเด็ดขาด

“ปอ...ผมมีเรื่องอยากบอก” เขาพูดแต่หญิงสาวเอ่ยขัด

“รีบไปเช็ดตัวที่รถปอก่อนดีกว่า ต้นเปียกหมดแล้ว”

“ฟังเรื่องของผมก่อนนะ” เขาอยากเปิดเผยสิ่งที่อัดอั้นในใจ

“เดินไปคุยไปก็ได้” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นยิ้ม ดวงตามีประกายแห่งการตัดสินใจ “ปอก็มีเรื่องอยากบอกต้นเหมือนกัน”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนคิดได้ เขายังมีเวลาอีกมากที่จะบอกหล่อน...จะรีบร้อนไปทำไม...คำพูดนั้นอาจไม่มีประ โยชน์อีกแล้วในเวลานี้ แต่เขาก็อยากจะบอกมันออกไป…

บอกว่าตนเองยังไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว หลายปีที่ผ่าน อาจมีบางคนเข้ามาในชีวิต แต่มันก็จบไปแล้ว เวลาและความไม่ลงตัวหลายอย่าง ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากชีวิตเขา

“ได้สิ...ยังไงเราก็ต้องทำงานร่วมกัน มีโอกาสเจอกันบ่อยอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบรับ

หญิงสาวคลี่ยิ้ม...จริงสิ...เขากับหล่อนต้อง ทำงานร่วมกัน มีโอกาสเจอกันบ่อย ถึงอย่างไรคงปิดบังบางเรื่องไม่ได้อยู่ดี สู้รีบบอกเขา แล้วเผชิญหน้ากับความจริงดีกว่า จะได้ไม่ต้องอึดอัดทรมานกับคำโกหกของตัวเอง

...แม้ว่าบอกไปแล้ว จะทำให้หล่อนเหมือนคนไร้น้ำยาก็ตามที…

ปอยังไม่มีครอบครัว จะมีได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตมีแต่งาน กับการเดินทาง ที่สำคัญ จนบัดนี้หล่อนยังไม่เจอใครที่ใช่...นอกจาก “เขา” คนเดียว

หญิงสาวอดยิ้มเยาะตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จะบอกเขาไปทำไม รู้สึกเหมือนไร้ค่าพิกล...แต่ก็นั่นแหละ มันยังดีกว่าทนทรมานกอดคำโกหกไว้ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง

สองหนุ่มสาวเดินออกจากใต้ร่มตะเบบูย่า มีเสียงพูดคุยแว่วมาเบา ๆ ในกระแสเสียงนั้น ตอนแรกเกิดอารมณ์พิศวง งงงัน ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหัวใจที่ผ่อนคลาย เบิกบาน ตามมาด้วยคลื่นแห่งความสุขที่กระจายออกไปทั่วบริเวณ

ตะเบบูย่ายังยืนต้นรับลมฝน ใบเขียวสดสะบัดเบา ๆ ราวกับส่งรอยยิ้มตามหลังสองหนุ่มสาว อีกไม่นาน ดอกสีชมพูจะผลิบาน ใบสีเขียวจะเหี่ยวแห้ง ร่วงโรย เปิดโอกาสให้ทั้งต้น ยืนกิ่งด้วยสีชมพูพราว จากนั้น...ดอกตะเบบูย่าจะร่วงหล่น เหลือกิ่งก้านเดียวดาย...แล้วใบใหม่ค่อยเริ่มผลิ วนเวียนเช่นนี้…

เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...แปรปรวน...ดับไป...แล้วเกิดใหม่ เวียนซ้ำ นี่คือเรื่องปกติธรรมดาของโลก

ความงาม เกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล ทุกระยะแห่งความเปลี่ยนแปร หากมองมัน ด้วยจิตใจที่งดงาม...ด้วยจิตใจที่รู้เท่าทัน…

จบ



เรื่องสั้น จาก นิตยสารออนไลน์ ธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๐๑๖ พฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐



ต้นตะเบบูย่า มีชื่อภาษาไทยว่า“ชมพูพันธุ์ทิพย์”
สนใจชมภาพดอกและต้นตะเบบูย่าได้ที่เว็บนี้ http://www.tourdoi.com/webboard2/generate.cgi?content=0476&board=board_1


ต่อย [ 2007-05-30 04:00:24 ]

EE43 lกระทู้ lรวมรูป lเนื้อหา lข่าว lmp3 player lบทบรรณาธิการ lรายชื่อ lcheck mail ee43 |ดูจิต ด้วยความรู้สึกตัว
Hosted by : PaweeDeveloped by Zarawut EE 43
Links : Saranair.com