บทความ - 00336 : Hikikomori Syndrome ฮิคิโคโมริ ซินโดรม ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบใคร

» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส

Hikikomori Syndrome ฮิคิโคโมริ ซินโดรม ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบใคร

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

มีรายงานว่าเด็กญี่ปุ่นจำนวนมากมีอาการของ Hikikomori Syndrome มาตั้งแต่ปี ๑๙๙๖ นอกจากญี่ปุ่น ยังพบรายงานเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันนี้จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่กล่าวมาล้วนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่งคั่งทั้งสิ้น และเท่าที่ทราบ ยังไม่มีรายงานกลุ่มอาการนี้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

เด็กที่มีอาการของฮิคิโคโมริซินโดรม หรือป่วยด้วยโรคฮิคิโคโมริ หมายถึง เด็กที่แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัว หรือในบ้าน เป็นแรมเดือนหรือหลายปี

ก่อนที่จะลงรายละเอียดของโรคหรือกลุ่มอาการนี้ มีหลายประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อน หรือจะพูดให้ถูกคือ ถึงตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับฮิคิโคโมริที่เรายังไม่เข้าใจ

จิตแพทย์และนักจิตวิทยาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และมิใช่โรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิใช่โรคทางจิตเวช

หากฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคำถามตามมาว่าญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มี

คำตอบคือ ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างที่เราทราบกันว่าการแข่งขันของเด็กญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนัก หนักกว่า และหนักที่สุด ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการสื่อสารเลิศที่สุดในโลก ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ทั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบการศึกษาแบบญี่ปุ่น และวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งนักสังคมวิทยาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริที่ สำคัญก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในช่วง ๑๐ ปีหลัง

เหล่านี้คือสิ่งที่ชาติอื่นไม่มี และแม้ว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการทำงานอาจเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้ แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ แบบที่ญี่ปุ่นเผชิญ เป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัว

และเมื่อมองว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ไม่ใช่โรค เพราะฉะนั้นการใช้คำว่า "โรค" หรือ "Syndrome" ในบทความนี้จึงอาจถือว่าผิด

นักจิตวิทยาญี่ปุ่นมีความเห็นว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างแท้จริง เกิดขึ้นเพราะเด็กญี่ปุ่นไม่ยอมรับวิถีชีวิตในสังคมของคนส่วนใหญ่ เขาจึงกำหนดตนเอง (autonomy) "เป็น" ฮิคิโคโมริ เขาพอใจชีวิตที่เป็นและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หากจะมีผลเสียอยู่บ้างก็คือ เมื่อเขาใช้ชีวิตในห้องนานๆ ก็จะขาดทักษะในการเข้าสังคมกับคนส่วนใหญ่

ขอให้สังเกตข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา เราจะไม่พูดว่า "เด็กญี่ปุ่นไม่ยอมรับวิถีชีวิตในสังคมของคนปรกติ" เพราะนั่นเท่ากับบอกว่าเด็กฮิคิโคโมริผิดปรกติ นอกจากนี้การที่นักจิตวิทยาเลือกใช้คำว่า "autonomy" ก็เป็นการย้ำว่าฮิคิโคโมริเป็นพัฒนาการของคนกลุ่มหนึ่ง เพราะคนทุกคนเมื่อพัฒนาไป ย่อมผ่านจุดที่จะต้องมี autonomy ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อมองว่าฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค การช่วยเหลือเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริจึงเป็นเพียงการนำตัวเด็กเหล่านั้นมารวมกลุ่มกันแล้วใช้ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อไม่ให้พวกเขาตัดขาดจากสังคมภายนอกมากจนเกินไป ในทางตรงข้าม หากฮิคิโคโมริเป็นโรค การรักษาก็จะมุ่งไปในทางวินิจฉัยให้จงได้ว่าพวกเขาแต่ละคนป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ เช่น เป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึมเศร้า (Major Depression) โรคกลัวที่โล่ง (Agoraphobia) โรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลออทิสติก (Autistic) เมื่อวินิจฉัยแล้วก็จ่ายยาหรือทำจิตบำบัดเฉพาะโรคไปตามการวินิจฉัยนั้น

ข้อเสียสำคัญของการมองฮิคิโคโมริเป็นโรค คือทำให้เกิดการตีตรา (stigma) การตีตราเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวไม่ยอมรับว่าเด็กของตนกำลังมีอาการของฮิคิโคโมริซินโดรมและต้องการความช่วยเหลือ ทำให้การช่วยเหลือเนิ่นช้าออกไปและยิ่งยากต่อการช่วยเหลือมากขึ้นทุกที ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ข่าวฮิคิโคโมริปรากฏในสังคมญี่ปุ่นครั้งแรกๆ ได้เกิดความคลาดเคลื่อนในการรายงานข่าว โดยมีการระบุว่าเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริทำร้ายมารดาของตนอย่างรุนแรง ส่งผลให้สังคมญี่ปุ่นหวาดระแวงเด็กฮิคิโคโมริ

เกี่ยวกับเรื่องการตีตราหรืออคติที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวชนั้น ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้นคงต้องยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา นั่นคือกรณีหญิงสาวที่ใช้มีดทำร้ายนักเรียนในบริเวณโรงเรียน และกรณีชายหนุ่มที่ทำลายพระพรหมเอราวัณจนกระทั่งตนเองถูกรุมทำร้ายถึงตาย จริงอยู่ที่ผู้ก่อเหตุทั้งสองเป็นผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรังซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเด็นคือ หากสังคมไม่มีอคติ และรู้ว่าโรคจิตเกิดจากสารเคมีบางตัวในสมองผิดปรกติ ผู้ป่วยทั้งสองก็จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วตั้งแต่หลายปีก่อน และสามารถหายขาดได้ในที่สุด แทนที่จะกลายมาเป็นผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรัง จนกระทั่งก่อเหตุ และนำมาสู่บทลงเอยเช่นนั้น

สำหรับฮิคิโคโมริ เนื่องจากนักวิชาการญี่ปุ่นเกรงว่าสังคมจะมีอคติ จึงพยายามไม่ผูกโยงคำว่าฮิคิโคโมริเข้ากับเรื่องทางจิตเวช พวกเขาต้องการให้มองฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมเท่านั้น

แต่ในอีกทางหนึ่ง เมื่อมองว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ก็ทำให้วงวิชาการละเลยและไม่เอาจริงเอาจังกับผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริ ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีใครทราบตัวเลขที่แท้จริงของเด็กที่ "เป็น" ฮิคิโคโมริในญี่ปุ่น อาจจะเพราะไม่สนใจที่จะสำรวจทางระบาดวิทยาอย่างจริงจัง หรืออาจเพราะครอบครัวของเด็กฮิคิโคโมริส่วนใหญ่ปิดบังข้อมูลเพราะความอับอาย เอกสารบางชิ้นระบุว่าญี่ปุ่นมีเด็กฮิคิโคโมริถึง ๑ ล้านคน ขณะที่เอกสารบางชิ้นก็ว่ามีเพียง ๕ หมื่นคนเท่านั้น

ครอบครัวของเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะอับอายที่มีเด็กเช่นนี้อยู่ในบ้าน เมื่ออับอายก็ซ่อน เมื่อซ่อนก็เท่ากับหมักหมมปัญหา ทำให้อาการของเด็กรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวอับอาย แต่ที่แท้แล้วเด็กฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวของเด็กเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้น คุณแม่จำนวนมากเริ่มต้นเรื่องนี้เพราะต้องการปกป้องลูกของตนจากการถูกรังแกที่โรงเรียน ทั้งยังเห็นว่าการที่ลูกขังตัวเองอยู่ในห้องในบ้านในสายตา ก็ยังดีกว่าหายตัวไปข้างนอก

ปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ โลกปัจจุบันรวมทั้งสังคมญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่สังคมไทย มาถึงจุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนคนหนึ่งสามารถขังตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

เด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักเป็นเด็กผู้ชายและมักเป็นลูกคนโต เด็กเหล่านี้จะไม่ไปโรงเรียน ใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืน อาจจะออกจากห้องไปที่ครัวในกลางดึกบ้างเพื่อหาอาหารกิน หรือมีบ้างที่จะออกจากบ้านกลางดึกเพื่อไปซื้อเสบียงจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง กิจกรรมที่พวกเขาทำขณะตื่นกลางดึกนั้นคือดูทีวีไปเรื่อยๆ เซิร์ฟไปตามเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน

เรียกได้ว่าครบสูตร

หนักที่สุดคือนั่งจ้องผนังเฉยๆ ไปเรื่อยๆ

ขอให้สังเกตว่าพวกเขาไม่นิยมแช็ตหรือส่งเมลให้ใครหรือสื่อสารกับใครแม้ในความจริงเสมือน พวกเขาอาจมีโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัวแต่ก็มิใช่เพื่อการพูดคุย พวกเขาสร้างโลกเสมือนขึ้นเพื่อให้ตนเองอยู่อย่างแท้จริง และพวกเขาสามารถอยู่ได้จริงๆ ตลอดไปเสียด้วย

หลายปีมานี้ผมพบเด็กไทยในครอบครัวคนชั้นกลางเขตเมืองที่ไม่เรียนหนังสือมากขึ้น เด็กเหล่านี้จะอยู่บ้านเฉยๆ เล่นเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน แต่ที่พิเศษกว่าเด็กฮิคิโคโมริ คือพวกเขาเมาท์ แช็ต และบางคนชอปด้วย จึงยังไม่อาจเรียกว่าฮิคิโคโมริได้เต็มปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าเราไม่เคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ (ที่จริงแล้วเขาว่าเราเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำไป) และต่อให้เรามีการศึกษาระบบทารุณกรรม แต่เราก็ยังไม่มีวัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีวิต เราไม่มีแม้กระทั่งวัฒนธรรมการทำงานหนัก เด็กพวกนี้จึงไม่ใช่เด็กฮิคิโคโมริ

อย่างไรก็ตาม มีข้อเหมือนอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือพฤติกรรมเช่นว่านี้พบเฉพาะเด็กในครอบครัวคนชั้นกลางเท่านั้น ครอบครัวที่พ่อแม่รวยพอที่จะปรนเปรอลูกด้วยวัตถุถึงห้องนอน แต่ก็ไม่รวยพอที่จะส่งลูกหนีจากการศึกษาระบบทารุณกรรมไปเรียนต่างประเทศ

ที่แท้แล้วเด็กแยกตัวบ้านเราเป็นเด็กอะไร ?

ที่มา
นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๕๙ :: กันยายน ๔๙ ปีที่ ๒๒
จิตวิทยา : ฮิคิโคโมริ
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=604





ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบใคร
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2550 20:18 น.

จินนี่ สาระโกเศศ
คอลัมน์ Come Into นิตยสาร Metro Life

ไม่ออกจากบ้าน ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบกับใคร ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในห้องของตัวเองที่ไม่ยอมให้ใครเข้าถึง ขังตัวเองไว้ในห้องสี่เหลี่ยมในความคิดที่ไม่มีใครถือกุญแจ

อาการแบบนี้เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" เป็นอาการที่เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งของสังคมญี่ปุ่นในขณะนี้

ย้อนเวลากลับไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่นั่งอยู่ในชั้นเรียนที่ญี่ปุ่น อาจารย์โฮซากะนำวิดีโอเกี่ยวกับชีวิตของคนที่มีอาการ "ฮิคิโคโมริ" มาให้พวกเราได้เสวนากันในชั้นเรียน ฉันจำได้ว่าวันนั้นฉันนั่งอยู่แถวหลังสุดในห้องเหมือนอย่างเคย แต่ด้วยเสียงดังของลำโพงหลังห้อง ทำให้เรื่องราวที่ได้ชมในวันนั้น ยังดังชัดอยู่ในตัวฉันจนถึงทุกวันนี้

เนื้อหาของวิดีโอม้วนนี้เริ่มต้นที่ชีวิตประจำวันของเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งขอเรียกว่า "โนบุโอะ" กล้องค่อยๆแพนจากใบหน้าของโนบุโอะ ไปที่ห้องนอน โต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางหนังสือ แล้วจึงตัดกลับมาที่ใบหน้าของโนบุโอะอีกครั้ง

ใบหน้าด้านข้างของโนบุโอะดูเศร้าสร้อย องศาของใบหน้าที่ก้มลงมาเล็กน้อย ยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาเศร้าเข้าไปใหญ่ แววตาที่สดใสแบบวัยรุ่นของโนบุโอะถูกแทนด้วยความว่างเปล่า

ทำไมโนบุโอะถึงอมความเศร้าได้ขนาดนี้ คุณแม่ของโนบุโอะเล่าว่าเมื่อก่อนโนบุโอะก็เป็นเด็กที่ร่าเริงไม่ต่างจากเด็ กคนอื่นๆ แต่วันหนึ่งโนบุโอะก็เริ่มเปลี่ยนไป โนบุโอะเริ่มมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมที่โรงเรียนฃ

การเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของเพื่อนๆและสังคม เป็นสิ่งที่โนบุโอะปรับตัวไม่ได้ โนบุโอะจึงค่อยๆถอยตัวเองห่างจากผู้คน จากเพื่อนที่เคยสนิทที่เคยเล่นด้วยกันหลังเลิกเรียน จากกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ จากคนรอบข้าง จากคนในบ้าน จนท้ายสุดก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกจากบ้าน ไม่ไปโรงเรียน และไม่ยอมพบหน้าใคร

โนบุโอะใช้เวลาทั้งหมดในห้องของตัวเอง สถานที่ๆปลอดภัยที่สุดในความคิดของโนบุโอะ นับตั้งแต่ตอนนั้น โนบุโอะมีอาการ "ฮิคิโคโมริ" มาได้หลายปีแล้ว

ถึงจุดนี้อาจารย์โฮซากะกดปุ่มหยุดวิดีโอ เพื่อให้พวกเราในชั้นได้แสดงความรู้สึกและตั้งคำถาม แต่กลับไม่มีใครในห้องยกมือขึ้นพูดอะไร หลายคนดูท่าคัดค้านกับทางเลือกของโนบุโอะ หลายคนดูเห็นอกเห็นใจ และหลายคนก็มีความรู้สึกร่วม แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา อาจารย์โฮซากะจึงฉายวิดีโอที่เหลือต่อ

ช่วงท้ายของวิดีโอแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วโนบุโอะก็ต้องการเพื่อนและ คนที่รักและห่วงใย เพียงแต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่มีอยู่ในความทรงจำ ทำให้โนบุโอะเข็ดขยาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป และด้วยกำลังใจจากคุณแม่ ท้ายสุดโนบุโอะก็สามารถเดินออกจากบ้านได้อีกครั้ง

อาจารย์โฮซากะกดปิดวิดีโออีกครั้ง ตอนนี้พวกเราค่อยๆเแสดงความเห็นออกมาทีละคน โดยที่อาจารย์ยังไม่ได้ตั้งคำถาม

พวกเราหลายคนยอมรับว่าเคยมีอาการฮิคิโคโมริ ครั้งหนึ่งพวกเราเคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก แตกต่าง และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้

พวกเราห ลายคนน้ำตาคลอเบ้า เพราะได้รับรู้ว่ายังมีใครอีกคนที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน ถึงแม้จะไม่ได้ตัดตัวเองขาดจากทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนโนบุโอะก็ตาม

ปัจจุบันคงมีคนจำนวนมากที่มีอาการๆนี้ ในญี่ปุ่นตัวเลขของผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีหยุดในกลุ่มว ัยรุ่น และคนจำนวนมากก็ไม่สามารถหายจากอาการนี้ได้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นสิบปีแล้วก็ตาม

ส่วนในประเทศอื่นๆนั้น ยังไม่มีการสำรวจตัวเลขเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่จากในห้องเรียนวันนั้น ก็ทำให้เห็นว่าจ ริงๆแล้ว "ฮิคิโคโมริ" ก็อยู่ในตัวของพวกเราหลายคน ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจัดการความรู้สึกนั้นไม่ให้ออกมาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ พวกเราคงจะเป็นเหมือนกับโนบุโอะ

ขณะที่กดแป้นคีย์บอร์ดย่อหน้าสุดท้ายอยู่ในตอนนี้ ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่นอกหน้าต่าง แล้วนึกไปถึงฉากสุดท้ายของวิดีโอในวันนั้น ซึ่งมีฉากหลังเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่ต่างจากตอนนี้

ตอนนั้นโนบุโอะแหงนหน้ามองท้องฟ้าแบบกล้าๆกลัวๆ สายตายังคงมีทีท่าลังเลและไม่แน่ใจ ตั้งแต่วันแรกที่โนบุโอะไม่ยอมออกไปไหน เวลาก็ผ่านมาหลายปีแล้ว โนบุโอะยืนนิ่งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงก้าวขาออกจากประตูบ้านไป แล้วหันหน้ากลับมาบอกคุณแม่ว่า

"ไปแล้วนะครับ"


ต่อย [ 2007-06-09 09:25:09 ]
» EE43» กระทู้» รวมรูป» เนื้อหา บทความ» บทบรรณาธิการ» รายชื่อ» Mail ee43» หลวงตามหาบัว» วัดบุญญาวาส
Hosted by : Pawee, Developed by Zarawut EE 43