บทความ - 00338 : ภาพสะท้อนใจ

EE43 : กระทู้ : รวมรูป : เนื้อหา บทความ : ข่าวสาร : บทบรรณาธิการ : รายชื่อ : check mail ee43

ภาพสะท้อนใจ

รหัสชีวิต

เรื่อง - รมณ รวยแสน
ภาพ - ศุภกฤต คุ้มกัน

ภาพสะท้อนใจ

การถ่ายภาพอาจเป็นงานอดิเรกแก้เหงาของบางคน แต่สำหรับบางคนถือเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ตัวตน ไปจนถึงสภาวะของจิตใจตัวเอง

ชัยพงษ์ กิตตินราดร บอกว่า เขาใช้กิจกรรมการถ่ายภาพเป็นทั้งการสื่อสารความคิด คือ บางคนบอกเล่าความคิดความรู้สึกผ่านงานเขียน อย่างนวนิยายหรือบทความ มีเครื่องมือเป็นกระดาษเป็นปากกา ส่วนตัวเขาทำอย่างนั้นเช่นกัน ต่างที่เครื่องมือของเขาเป็นกล้องถ่ายรูป และที่สำคัญเขาถ่ายรูปเพื่อพัฒนาจิตใจตัวเอง

นอกจากดูแลกิจการอพาร์ตเมนต์แล้ว ชัยพงษ์ยังทำเวบไซต์ www.bwfoto.net และใช้เวลาไม่น้อยไปกับการถ่ายภาพ ไม่ใช่ด้วยหน้าที่การงานแต่ด้วยใจรัก แม้จะเริ่มต้นฝึกหัดถ่ายภาพด้วยฟิล์มสี ฟิล์มสไลด์ แต่ที่สุดกลับหลงรักการถ่ายภาพขาวดำด้วยกล้องฟิล์ม ไม่ใช่ด้วยกล้องดิจิทัล เขาว่า มันถ่ายทอดความรู้สึกได้ตรงใจมากที่สุด

เขาเคยสอนเราทำ Hand color ในเรียนไม่รู้จบไปไม่นานมานี้ การระบายสีในภาพถ่ายขาวดำ และการถ่ายภาพ ให้ประโยชน์มหาศาลแก่เขา ละเอียดรอบคอบ และลึกซึ้งกับทุกๆ สิ่งที่ทำมากขึ้น

"เวลาถ่ายรูป เราสังเกตแม้แต่ลีลาของเมฆ ทิศทางของแสง แล้วประสาอะไรกับความรู้สึกของคนรอบข้าง ทำไมเราจะไม่นำพา" ชัยพงษ์ กล่าวถึงผลดี

นอกจากนี้เขายังมีทัศนะว่า ภาพถ่ายไม่ได้สะท้อนเรื่องราวที่เก็บไว้เท่านั้น ยังสะท้อนใจให้ปรากฏอยู่ในนั้นด้วย

ศาสตร์จีนโบราณสามารถอ่านนิสัยใจคอคนจากตัวหนังสือที่เขียนได้ บางคนเขียนต้นดีแต่ปลายหวัดๆ ก็ว่าเป็นคนอดทนน้อย หรือเขียนเบาๆ โหย่งๆ ก็ไม่ใช่คนใจคอหนักแน่นนัก ภาพถ่ายก็เช่นกัน

"เหมือนคุณแต่งตัว ถ้าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน คุณก็ไม่มีทาง เอาอะไรเว่อร์ๆ มาใส่ ทั้งแบบทั้งสี คุณก็คิดมาแล้ว แต่งอย่างนี้เพราะคิดอย่างนี้ และก็เพราะว่าคุณเป็นอย่างนี้ ถ่ายรูปก็เหมือนกัน คิดกันตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วว่าจะไปไหน"

เขา บอกว่า เรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึกในภาพ สะท้อนสิ่งที่คนถ่ายภาพเป็น อย่างภาพพ่อลูกอยู่ด้วยกัน คนที่รู้สึกว่า 'ดีจัง' ก็จะถ่ายภาพนั้นไว้ แต่เรื่องราวเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้บางคนรู้สึก อาจได้แค่มอง แต่ไม่เห็นด้วยซ้ำ

ชัยพงษ์หยิบภาพถ่ายบางส่วนออกมาให้ดู ภาพหนึ่งที่เขาพูดถึงบ่อยคือ ภาพของเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน เป็นราชนิกุลสุดท้ายของอาณาจักรน่าน ถ่ายรูปนั้นรูปเดียว เขากลับมาหาหนังสืออ่านเล่มนั้นเล่มนี้ จนได้รู้เรื่องราวตลอดตั้งแต่กำเนิดอาณาจักรน่าน ผ่านความรุ่งเรืองอย่างไร และสุดท้ายดับลงอย่างไร

หรือภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อปีที่แล้ว เขามีหลายภาพ หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้ง ก็เห็นร่องรอยของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือความกล้าหาญ เห็นความเด็ดเดี่ยวบนใบหน้าของผู้คนในนั้น

ถามเขาว่า ไม่สนใจถ่ายภาพการชุมนุมที่สนามหลวงทุกวันนี้หรือ? เขาตอบสั้นๆ "หัวใจผมไม่เรียกร้อง" ชัยพงษ์ ว่า ก็อย่างที่บอกว่าถ่ายรูปเพื่อถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ เวลาถ่ายรูปไม่ได้เลือกแต่มุมสวยๆ หรือเท่ๆ แต่จะคอยถามตัวเองว่าอยากจะถ่ายไหม

ชัยพงษ์ บอกว่า การถ่ายรูปทำให้เกิดความละเอียดลึกซึ้ง แต่ที่สำคัญคือ ช่วยให้มองตัวเองทะลุ ถ้าเห็นว่าตัวเองเป็นอย่างไร ก็จะเห็นไปถึงสิ่งที่ตัวเองควรจะทำด้วย กลไกหนึ่งที่มาช่วยเสริมแรงการมองเห็นตัวเองนี้อีกอย่างหนึ่ง และมีความสำคัญกับเขามาก คือ การศึกษาและปฏิบัติธรรม

เขาเริ่มต้นสนใจธรรมะในเวลาไล่เลี่ยกันกับการสนใจถ่ายรูป ตั้งแต่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 นักศึกษาสนใจกิจกรรมต่างๆ มุ่งหน้าพัฒนาตัวเองมาก ทั้งด้านนอกเรื่องวิชาการ และด้านจิตใจ สวนโมกข์เป็นสถานที่หนึ่งที่นักศึกษาสนใจไปเรียนรู้

"ยังจำได้ว่าเคยถูกท่านพุทธทาสดุ ตอนที่นักศึกษานั่งฟังเทศน์ฟังธรรมกัน ด้วยความที่ชอบถ่ายรูป ก็เลยลุกไปถ่ายรูปด้วย ท่านดุว่า วัดมีไว้ให้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้มีไว้ให้เที่ยวเล่น ตอนนั้นผมก็เด็กๆ ก็ไม่ได้อะไร" ชัยพงษ์ เล่าถึงความทรงจำ

จากการไปวัดแบบแวะๆ ของเขา ก็เข้าสู่การศึกษาเรียนรู้หลายแนวทาง เขาเคยเข้าอบรมอานาปานัสสติ ที่สวนโมกข์ ฝั่งนานาชาติ 2 ครั้ง เคยศึกษาที่วัดทางอีสานปฏิบัติตามแบบอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และอบรมแบบโกเอ็นกา 10 วัน แต่ละแห่งมีแนวทางเฉพาะตัว สำหรับเขามีแนวคิดโน้มเอียงมาที่ทางสายอาจารย์มั่น

แต่ละคนมีเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน บางคนก็อยู่เพื่อสร้างฐานะ หรือทำสิ่งนี้สิ่งนั้น สำหรับตัวเขาเองและครอบครัวทำอย่างเดียวกัน คือ เรื่องพัฒนาจิตใจ เขามีเครื่องมือสองอย่าง คือถ่ายรูปและปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้ยังไม่เห็นปลายทาง สุดท้ายแล้วชีวิตอย่างนี้จะเป็นอย่างไร แต่ระหว่างทางในทุกๆ วัน มีดอกผลให้ชื่นชมตลอดทาง

เขาเล่าถึง ลูกชายสองคนให้ฟังว่า คนโตเพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัยไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งทำงานได้ 2-3 เดือน คนเล็กกำลังเรียนระดับมหาวิทยาลัย ปี 3 ทั้งสองคนมีโอกาสได้บวชเณร ตั้งแต่ยังเล็กๆ ได้ปฏิบัติแบบเคร่งครัด มีการเดินธุดงค์ ที่ศานติ-ไมตรี ตามแนวทางของวัดสวนโมกข์

รายงานที่ลูกชายคนโตเขียนบันทึกระหว่างบวชเณร ตั้งใจจะส่งครูเมื่อเปิดเทอมฉบับนั้น สุดท้ายได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ 'สามเณรนักรบ' ลูกชายคนโต ตอนนั้นอายุ 11 ขวบ กลายเป็นนักเขียนที่อายุน้อยที่สุดในตอนนั้น

เขาเล่าต่อถึงวิธีเลี้ยงลูกว่า ทั้งภรรยาและตัวเขาเองไม่ได้สนใจว่า เมื่อส่งลูกไปเรียนหนังสือแล้ว เขาจะต้องเรียนเก่ง ลูกสองคนจึงไม่ต้องเรียนพิเศษแบบลูกคนอื่น แต่มีสามเรื่องที่เขาสนใจ ตั้งใจปลูกฝังให้ลูก คือ การอ่าน ดนตรี และกีฬา

เพราะเชื่อว่าการรักการอ่านคือ การเปิดประตูการเรียนรู้ไปสู่วิชาต่างๆ ด้วยตัวเอง ส่วนดนตรีจะเป็นตัวที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว มีสุนทรียะในจิตใจ และยังมีอานิสงส์เกี่ยวกับจังหวะจะโคน การสอดประสานเสียง ถ้ามีสภาวะนี้ในจิตใจ ก็จะใช้กับเรื่องอื่นได้โดยปริยาย เป็นเรื่องลำดับขั้นของการคิด สุดท้ายคือกีฬาเป็นเรื่องของร่างกาย

"จะมีอะไรมากกว่านี้อีก ความรู้ จิตใจอารมณ์ และร่างกาย ผมสอนสามอย่างเท่านั้น แล้วก็ให้มีความรับผิดชอบ ผลก็คือเกรดเป็นโบนัสจากสามสิ่งนี้ คือเมื่อเขามีความรับผิดชอบ ก็ไม่ละทิ้งการเรียน จากจิตใต้สำนึกไม่ใช่แบบถูกบังคับ"

แนวคิดของเขาได้รับการพิสูจน์แล้ว ลูกชายคนโตของเขาประกอบคอมพิวเตอร์จากชิ้นส่วนเล็กๆ ตั้งแต่ชั้นประถมปลาย โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 1 เขาอยากเรียนดนตรี จึงหัดเล่นไวโอลิน จนกระทั่งมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เข้าร่วมกับวงไทยยุทธ์ ซึ่งเป็นวงน้องของบีเอสโอ. เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็สามารถแต่งเพลงคลาสสิกได้ และถนัดเรื่องภาษาอังกฤษ

ลูกชายคนเล็กของเขาก็เช่นกัน แม้แรกๆ จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างน้อย แต่พ่อก็มีวิธีการสอนให้เขามีความเชื่อมั่นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการดึงข้อเด่นที่เขามีมาขยายผลที่สำคัญคือ ไม่กดดัน เขาเรียนอยู่ในระดับกลางๆ จนมัธยมปลาย ต่อมาได้สอบคัดเลือกผ่านเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ แต่ยังไม่ผ่านไปเป็นตัวแทนได้ จนครั้งที่สองเขาได้เป็นผู้แทนไทยไปแข่งกับต่างประเทศในสาขาฟิสิกส์ด้านดาราศาสตร์ เขาเป็นคนแรกที่ได้เหรียญ ปัจจุบันเขาเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม เป็นอาจารย์สอนเด็กในค่าย และออกข้อสอบคัดตัว ทุกวันนี้ก็เลยเชื่อมั่นในตัวเอง

ชัยพงษ์ ว่าทั้งหมดเป็นดอกผลของการพัฒนาจิตใจ ถ้าถามว่าทำไมต้องพัฒนาจิตใจ ก็คือพัฒนาแล้วชีวิตจะดีขึ้น ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมพัฒนาจิตใจตัวเอง ก็ไม่เข้มแข็ง ปล่อยชีวิตไปตามกระแสสังคม คิดอยากได้ลูกเก่งๆ กดดันเขา ผลเสียก็มีให้อยู่ทั่วไป

"ทุกอย่างเป็นกฎของกรรม ทำอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ไม่มีข้อยกเว้น นอกจากเราไม่รู้เท่านั้น กรรมมันเกิดขึ้นตั้งแต่เราคิด ไม่ได้เริ่มตอนที่เราทำ เพราะสิ่งที่เราทำเป็นภาพสะท้อนของความคิด เพราะคนเราจะทำอะไร ตัดสินใจอย่างไร ต้องเริ่มจากการคิด มันหนีไม่พ้นเรื่องสภาวะจิตใจ พื้นฐานจิตใจเป็นอย่างไรก็คิดอย่างนั้น แต่ในเวลาต่อมา ก็ทำอย่างนั้น ถ้าพัฒนาจิตใจให้คิดดี เวลาทำ มันก็ดี" ชัยพงษ์ ทิ้งท้าย

ที่มา กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2550
http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/

โอม ก.เช้า [ 2007-07-09 11:31:05 ]

EE43 lกระทู้ lรวมรูป lเนื้อหา lข่าว lmp3 player lบทบรรณาธิการ lรายชื่อ lcheck mail ee43 |ดูจิต ด้วยความรู้สึกตัว
Hosted by : PaweeDeveloped by Zarawut EE 43
Links : Saranair.com