เลือด EE ไม่มีคำว่าจางหาย 1-4 (ของพี่เสือไบ'38)
ตอนที่ 1 แรงบันดาลใจ
หลังจากที่ได้อ่านเรื่องของคนอื่นมาก็ตั้งมากมายแล้ว ทั้งเรื่องจริง เรื่องแต่ง เรื่องจริงมั่งไม่จริงมั่งตั้งเยอะแยะ
ผมก็ลองมานั่งคิดดูว่า ชีวิตของผมและเพื่อนพ้องที่ผ่านมาในวัยเรียนโดยเฉพาะในช่วง ปวส.
ก็มีวีรกรรมวีรเวรอยู่มากมายไม่หยอกเหมือนกัน น่าที่จะนั่งทบทวน จดบันทึกไว้
และขยับขยายให้รุ่นน้องๆ หรือรุ่นลูกรุ่นหลานได้รับรู้เอาไว้บ้าง
หรืออย่างน้อยก็เอาไว้เป็นข้อมูลเวลานั่งเม้าท์กันในเมรัยสถานก็คงจะครึกครื้นดีไม่น้อย
ย้อนหลังไปไม่นานนักเมื่อประมาณ พ.ศ. 2532 ผมเพิ่งจะจบการศึกษาระดับ ปวช.
จากสถานศึกษาแห่งหนึ่งย่านสะพานพระรามหก ก็เป็นธรรมดาของคนที่จบการศึกษาระดับนี้ละครับ
ที่ต้องดิ้นรนหาทางสอบเรียนต่อตามสถานศึกษาอื่นๆ ที่ตนสนใจ หรือคิดแล้วว่ามีชื่อเสียงดี
สภาพแวดล้อมสวยงาม มีเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัย
และที่สำคัญก็คือ ตัวเองมีปัญญาที่สามารถจะสอบเข้าไปเรียนกับเขาได้
ในยุคนั้นสถาบันการศึกษาของรัฐบาลที่เปิดรับสมัครคนที่จบ ปวช.
เข้าไปศึกษาต่อในระดับ ปวส. หรือปริญญาตรีนั้นมีไม่มากนัก ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีก็มี
พระจอมเกล้าพระนครเหนือหรือ สจพ. ,เทคนิคนนทบุรี,ช่างกลปทุมวันและอีกแห่งหนึ่งก็เทคนิคดังย่านทุ่งมหาเมฆ
ส่วนสถาบันเก่าที่จบมานั้น มีน้อยคนที่อยากจะอยู่เรียนต่อ ด้วยเหตุผลหลายประการ
เช่น เบื่อสภาพแวดล้อมบ้าง เบื่อข้าวแกงในโรงอาหารบ้าง เบื่อครูอาจารย์บ้าง
(ซึ่งอันที่จริง ครูอาจารย์ต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายเบื่อเรามากกว่า)
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกคนอยากจะหลุดพ้นไปจากกฎระเบียบที่แสนจะเคร่งครัด
เพราะพวกเราในขณะนั้นก็เป็นวัยรุ่นเต็มตัวกันทุกๆคนแล้ว กำลังห้าวเหลือเฟือ
อยากจะไว้ผมยาวๆ ใส่กางเกงยีนส์ แต่งตัวไปรเวทไปเรียนหนังสือ นึกแล้วมันสุดแสนจะเท่ห์
และสถาบันที่เป็นเต็งหนึ่งของพวกเราหลายๆคนก็คือ สจพ. ที่ตั้งอยู่กันคนละฟากถนนเท่านั้นเอง
การที่ สจพ. เป็นสถาบันในฝันของพวกเราหลายคน ก็คงเป็นเพราะว่า
เป็นสถาบันใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศ มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอนที่ทันสมัย
และที่สำคัญ ไว้ผมยาวและแต่งตัวไปรเวทมาเรียนหนังสือได้นั่นแหละ
แต่อุปสรรคสำคัญที่คอยจะขัดขวางไม่ให้พวกเราสมหวังดังตั้งใจก็คือ
ข้อสอบยากบรรลัย แถมยังต้องสอบแข่งกับ